Coffee Lover : เรื่องราวของกาแฟ กาแฟ และกาแฟ
ผมติดกาแฟมาก็นมนานชนิดที่เรียกว่า วันไหนไม่กินกาแฟนี่ วันนั้นจะงืด ๆ มาก จะนั่งทำงานแบบจ๊าดหง่าวหมดอารมณ์และไร้ซึ่งเรี่ยวแรงในการดำเนินชีวิต ทุกวันนี้ก็จะพยายามไม่ให้เกินวันละแก้ว จากแต่ก่อนกิน 2 แก้ว หลัง ๆ เลยเปลี่ยนเป็นแก้วเดียว แต่ชง 2 ช๊อตแทน (5555 ต่างกันตรงไหนเนี่ย) โอ๊ะ ไม่สิ เดี๊ยวจะติดกาแฟหนักกว่าเดิม ... ไม่ได้ ๆ ตอนนี้ต้องตั้งกฏให้ตัวเองกินได้แค่แก้วเดียว ... จริง ๆ นะ (แก้วกระเบื้องหน่ะนะ)
กินมาก็นาน แต่เข้าร้านกาแฟทีไร ยังงง ๆ กับเมนูมันว่าเห้ย ทำไมมันมีเยอะจังวะ แต่ละแบบนี่มันต่างกันยังไงเนี่ย แถมบางอันชื่อเดียวกัน แต่ดันมีวิปครีมตีใส่ข้างบนอีก ด้วยความอยากรู้อยากเห็น และความไม่อยากเสร่อเวลาไปตามร้านกาแฟ ก็เลยนั่งค้นข้อมูลเรื่องกาแฟซะเลย ค้นไปค้นมาชัก เอิ่มม เลอะเทอะเกินกว่าเมนูกาแฟซะแล้ว มากันเต็มไปหมด อะไรก็ไม่รู้ เป็นที่มาของ blog วันนี้นั่นเอง ลองมาอ่านเล่น ๆ กันละกัน
กาแฟ (Coffee)
กาแฟ มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า "คอฟเฟีย" (Coffea) ซึ่งพันธุ์กาแฟนั้นมีมากกว่า 6,000 สายพันธุ์ แต่มีเพียง 2 สายพันธุ์เท่านั้นที่ได้รับความนิยม และนำมาขยายพันธุ์เพื่อการค้า นั่นก็คือ พันธุ์อราบิก้า (Coffea Arabica) ซึ่งเป็นกาแฟแบบดั้งเดิม และมีรสชาติดี แต่ผมว่าอาจจะอ่อนไปสำหรับพวกถึก ๆ หยั่งผมอ่ะ และ พันธุ์โรบัสต้า (Coffea Canephora) ซึ่งมีปริมาณคาเฟอีนสูง และสามารถปลูกในที่ที่ปลูกอราบิก้าไม่ได้ มีความทนทาน และปลูกง่ายกว่ามาก ทำให้หลัง ๆ มีผู้นิยมปลูกโรบัสต้ากับอีกเพียบ กาแฟในไทยเนี่ย กว่า 90% คือโรบัสต้านะ ปลูกแถวภาคใต้ มีอีกส่วนน้อยที่ปลูกอราบิก้าทางแถว ๆ เชียงใหม่กะภาคเหนืออีกนิดหน่อย องค์ประกอบหลัก ๆ ที่แตกต่างกันระหว่าง โรบัสต้า เมื่อเทียบกับอราบิก้า คือโรบัสต้าจะมีคาเฟอีนและกรดคลอโรเจนนิกมากกว่า ในขณะที่มีไขมันน้อยกว่า ทำให้โรบัสต้าจะดูแรงและเข้มกว่า
กาแฟอราบิก้าเนี่ย มักจะมีชื่อเรียกแตกต่างกันไปตามชื่อท่าเรือที่ใช้ส่งออกครับ ท่าเรือที่เก่าแก่ที่สุดสองที่ได้แก่ ม็อคค่า (Mocha) อยู่ในประเทศเยเมน และ ชวา ในประเทศอินโดนีเซีย (Java) แหล่งที่ปลูกกาแฟเนี่ย คอกาแฟเค้าซีเรียสกันมาก ๆ เลยนะ ประหนึ่งยังกะไร่ปลูกไวน์ เพราะถ้าที่ที่ปลูกต่างกัน ต่อให้เป็นกาแฟพันธุ์เดียวกัน รสชาติออกมาก็ต่างกัน กาแฟในปัจจุบันยิ่งมีความเจาะจงในที่ปลูกมากขึ้นเรื่อย ๆ ต้องมีการระบุถึงประเทศ ภูมิภาค และบางครั้งต้องบอกว่าปลูกที่พื้นที่บริเวณไหนเลยทีเดียว ผู้เชี่ยวชาญเรื่องกาแฟอาจจะถึงกับต้องประมูลกาแฟกัน โดยดูว่าเป็นล็อตหมายเลขอะไร กาแฟโรบัสต้าที่มีมูลค่าสูงที่สุดชนิดหนึ่งได้แก่ โกปิ ลูวัค (Kopi Luwak) ของอินโดนีเซีย เมล็ดของกาแฟชนิดนี้ถูกเก็บขึ้นมาจากอึของชะมด ซึ่งกระบวนการย่อยภายในร่างกายชะมดทำให้ได้รสชาติที่ดีเป็นพิเศษ เรียกเป็นภาษาไทยว่า กาแฟขี้ชะมด (แหว่ะ !!)
Roast & Blend
ทีนี้ พอเราได้เมล็ดกาแฟมาเรียบร้อยแล้วก็มาถึงคราวที่จะต้องนำมาผ่านกรรมวิธีในการคั่ว (Roast) และบด (Blend) ก่อน การคั่วกับการบดเมล็ดกาแฟเนี่ยเป็นส่วนสำคัญมาก ๆ อีกส่วนนึงเลยนะที่จะทำให้กาแฟมีรสชาติ และกลิ่นเป็นยังไง ถ้าคั่วแป๊ปเดียวเมล็ดก็จะไม่ดำมาก กลิ่นกาแฟดั้งเดิมก็จะยังอยู่ แต่ก็จะคนละกลิ่นกับการคั่วนาน ๆ ถ้าบดหยาบไปก็จะให้รสแบบนึง ละเอียดไปก้อจะให้อีกแบบนึง ดูยุ่งยากดีแฮะ 5555 แค่จะกินกาแฟเนี่ย แหล่งที่ปลูกเมล็ดกาแฟ การคั่ว และการบด 3 สิ่งนี้เป็นสิ่งสำคัญของการผลิตกาแฟแต่ละยี่ห้อ แต่ละแบบครับ เพราะต่อให้เอาเมล็ดกาแฟพันธุ์เดียวกันจากแหล่งเดียวกัน แต่ถ้านำมาคั่วต่างวิธีกัน ถึงจะบดเหมือนกันแต่ก็สามารถวางขายได้เป็นอีกยี่ห้อนึงทันที เพราะกลิ่นจะหอมกรุ่นไม่เหมือนกัน การคั่วเมล็ดกาแฟ ถ้าคั่วนาน ๆ เมล็ดก็จะดำขึ้นเรื่อย ๆ กลิ่นของกาแฟดั้งเดิมก็จะน้อยลง แต่จะได้รสชาติขมขึ้น เข้มขึ้น เพราะเมล็ดกาแฟมันจะมีน้ำมันไหลออกมาเรื่อย ๆ ระหว่างคั่วด้วย ทำให้ความมันความเข้มข้นเพิ่มขึ้นตาม

สีเรียงตามลำดับของระดับการคั่ว
สีเขียวคือยังไม่ได้คั่ว - light - cinnamon - medium - high - city - full city - French - Italian
ระดับของการคั่ว แบ่งตามสีของเมล็ดได้คร่าว ๆ ประมาณนี้ครับ
Light
มีวิธีการคั่วหลายแบบเช่น Cinnamon Roast, Half City Roast, New England Roast เป็นต้น ใช้เวลาคั่วประมาณ 7 นาทีเศษ จนกระทั่งเมล็ดกาแฟแตกออกเป็นสองเสี่ยง ผิวของเมล็ดกาแฟยังแห้ง ๆ อยู่ครับ รสชาติที่ได้จากการคั่วแบบนี้จะประมาณว่ายังดิบอยู่เล็กน้อย อาจจะมีรสเปรี้ยวอยู่พอสมควร
Medium
รูปแบบการคั่วก็เช่น Full City Roast, American Roast, Regular Roast, Breakfast Roast, Brown Roast เป็นต้น ใช้เวลาคั่วทั้งสิ้น 9 นาที ผิวยังคงแห้งเหมือน light แต่จะได้รสชาติที่หวานกว่าและกลิ่นหอมกว่า
Dark
รูปแบบการคั่วคือ High Roast, Viennese Roast, French Roast, Continental Roast เป็นต้น การคั่วระดับนี้จะคั่วเมล็ดกาแฟไปเรื่อย ๆ ถึงนาทีที่ 12 หรือ 13 จนน้ำมันในเมล็ดกาแฟเริ่มละลายออกมาเคลือบเมล็ด ทำให้ผิวของเมล็ดดูเป็นมันวาวมากขึ้น รสที่ได้อาจจะค่อนข้างเผ็ดเล็กน้อย มันและเข้มข้น
Darkest
รูปแบบการคั่วที่ทำให้เมล็ดมีสีเข้มมากที่สุดคือ Italian Roast กับ Espresso ใช้เวลาคั่วนานกว่า 14 นาทีจนเมล็ดเริ่มไหม้เล็ก ๆ น้ำมันจะละลายออกมามาก ผิวมัน กลิ่นจะหอมน้อยลงแต่ก็จะทำให้รสก็จะแรงขึ้น
องค์ประกอบของเมล็ดกาแฟ
ชนิดของเมล็ดกาแฟ
ถ้าใครเคยไปซื้อกาแฟตามร้านขายกาแฟสด อาจจะเคยเห็นเมล็ดกาแฟทั้งที่บดแล้วและยังไม่บด ใส่ขวดโหลเรียงรายอยู่ในร้าน จากการที่เคยสอบถามแม่ค้ามาเลยรู้ว่า ที่ใส่ในขวดโหลพวกนั้นจะเป็นเมล็ดกาแฟบดที่ซื้อมาจาก dealer/distributor อีกทีหนึ่ง ซึ่งก็มีหลายแบบหลายชนิดหลายยี่ห้อเหลือเกิน ส่วนใหญ่ที่ขายในไทยจะเป็นลูกผสม คือ เป็นอราบิก้าผสมกับโรบัสต้า เพราะคนไทยชอบทานกาแฟที่รุนแรง เข้มข้น หวานมัน ไม่เหมือนฝรั่งที่มักจะทานอราบิก้ากัน เพราะฝรั่งจะทานกันแบบเพียว ๆ ไม่ใส่นมและน้ำตาล เพื่อให้ดื่มด่ำกับรสชาติหอมหวลของกาแฟอย่างแท้จริง (ฟังดูโคตรเว่อร์อ่ะ กิน ๆ ไปก็เห็นเหมือน ๆ กันแหล่ะ) ฝรั่งบางคนที่ผมรู้จักกินกันบ้าพลังมาก วันละ 20 แก้ว กินแทนน้ำไปเลย ที่ผมเห็นเค้าวางขายกันตามร้านก้อมีหลาย brand เช่น (brand ในที่นี้คือ ถ้าเป็นชื่อแปลก ๆ แสดงว่าเป็นสถานที่ใช้ปลูกเมล็ดกาแฟนั่นเอง) บราซิล ซานโตส (Brazil Santos) (ถ้าจำไม่ผิดรู้สึกจะเป็นอราบิก้า) อิตาเลียน บลูเมาท์เท่น ม๊อคค่า ไรแบบเนี้ยอ่ะครับ ซึ่งบาง brand ที่ไม่ได้ใช้ชื่อแหล่งปลูกมาตั้ง เช่น Premium Blend, Classic Blend อะไรแบบนี้ แสดงว่า เอาเมล็ดกาแฟหลายสายพันธุ์ หลายยี่ห้อมาบดแล้วผสมรวมกันในอัตราส่วนที่แตกต่างกันออกไป แล้วค่อยตั้งชื่อแปลก ๆ ออกวางขายอีกที
Brazil Santos :รสชาตินุ่นละมุน อ่อนหวาน คล้ายผลบลูเบอรี่จากบราซิล
Blue Mountain:กาแฟคุณภาพสูงจากยอดเขาในประเทศจาไมก้า กลิ่นหอมอบอวล ให้รสผลไม้ รสนุ่ม
Mocha:จากท่าเรือม๊อคค่า ประเทศเยเมน
Kilimanjaro:กลมกล่อม หอมหวานจากมวลดอกไม้ นานาพันธ์
Columbia Supremoรสชาติหอมมีพลัง ให้รสนุ่ม
Decaf Columbia:รสชาติกลิ่นหอมของกาแฟ รสเข้มปานกลาง
French Blend:หอมกลิ่นคั่วของกาแฟ ได้รสชาติโรแมนติก
German Blend:รสเข้มข้น ปนความหวานหอม
Vienna Blend:รสเข้มข้นปานกลาง ได้ความหอมอย่างมีระดับ
American Blend:กาแฟพันธุ์อราบิก้า และโรบัสต้า นำมาคั่ว ผสมกันให้รสที่กลมกล่อมลงตัว
Espresso คืออะไร
จริง ๆ แล้วคำว่า Espresso นี้ คือคำที่ใช้เรียกวิธีการชงกาแฟรูปแบบหนึ่ง ไม่ใช่ชนิดของกาแฟ หรือพันธุ์กาแฟแต่อย่างใด (ตอนแรกเข้าใจผิดอยู่นาน นึกว่าเป็นรูปแบบนึงของกาแฟ) การชงแบบ Espresso คือการชงกาแฟด้วยน้ำเดือดอัดความดันสูง เคยเห็นตามร้านขายกาแฟป่ะครับ ที่เค้าเอากาแฟใส่กระบวย (จิง ๆ เค้าเรียกว่าไรฟะ) แล้วเอากระบวยไปใส่เครื่องทำกาแฟอีกที (Espresso Machine) พอกดปุ่มปุ๊ป น้ำกาแฟข้น ๆ มันก็ไหลออกมาใส่แก้วที่รองไว้ข้างล่าง อันนั้นแหล่ะ เครื่องทำกาแฟแบบ Espresso หล่ะ ดังนั้นโดยรวมแล้ว Espresso คือน้ำกาแฟเข้มข้นที่ได้จากการชงด้วยวิธีอัดแรงดันนั่นเอง Espresso มักเป็นพื้นฐานนำไปผสมกาแฟหลาย ๆ ชนิด หรือไม่ก็เสิร์ฟเปล่า ๆ ก็ได้ โดยจะเรียก 1 unit ของการชงว่า 1 ช๊อต (Shot) ฉะนั้นถ้าเดินเข้าร้านกาแฟแล้วสั่ง espresso มาทาน ก็จะได้แต่กาแฟดำมากินนะครับ เค้าว่ากันว่า Espresso ที่ชงถูกวิธีจะต้องมีฟองสีทองลอยอยู่ด้านบนหลังจากชงเสร็จแล้วด้วยอ่ะ


เครื่องชงแบบ Espresso / Drip Maker / French Press ตามลำดับ
การชงกาแฟอีกแบบหนึ่งที่เป็นที่นิยมตามบ้านหรือตามสำนักงาน คือ การชงแบบหยดน้ำ (Drip Maker) ซึ่งจะใช้กระดาษกรองกรองกากกาแฟไว้ แล้วให้น้ำร้อนจัดหยดผ่านจนได้กาแฟออกมาเป็นแก้ว หรือถ้าตามบ้านคนเลยจริง ๆ อาจจะมีคนเคยชงด้วยวิธี French Press ด้วยเหมือนกัน เครื่องชง French Press นี้จะคล้าย ๆ กับกาชงชาจีนของบ้านเรา ต้องชงด้วยกาแฟที่บดอย่างหยาบที่สุด เติมน้ำร้อนลงไป ทิ้งไว้ 2-4 นาที แล้วจึงค่อยกดแผ่นโลหะ เพื่อแยกกากออกจากน้ำกาแฟที่นุ่มจนได้ที่ กาแฟที่ชงโดยวิธีนี้ จะมีรสชาตินุ่มนวล ดื่มง่าย ถ้าชงผ่านเครื่องชงแบบหยดน้ำต้องบดให้ละเอียดปานกลาง ชงผ่านเครื่องชง espresso ต้องบดให้ละเอียดที่สุด (แค่กินกาแฟทำไมเรื่องเยอะขนาดนี้เนี่ย (- -) )
Espresso ที่ไหลออกมาจากเครื่องทำ Espresso
Cappuccino
คาปูชิโน (Cappuccino) มีต้นกำเนิดมาจากประเทศอิตาลี คาปูชิโนมีส่วนประกอบหลักคือ Espresso 1-2 ช๊อต นมร้อน (นำนมไปผ่านไอน้ำร้อน) และฟองนม (นมที่ตีเป็นโฟมละเอียด) อีกอย่างละ 1/3 ถ้วย โดยจะให้ฟองนมลอยอยู่ด้านบน บางร้านเช่น Coffe World อาจโรยหน้าด้วยผงซินนามอน หรือ ผงโกโก้เล็กน้อยตามความชอบ Cappuccino ยังมีการปรุงแตกแขนงออกไปอีกหลายรูปแบบ โดยส่วนใหญ่จะเป็นการปรับลดอัตราส่วนของฟองนม นมร้อน และ Espresso เช่น Wet Cappuccino ก็จะเติม นมร้อน ¾ ถ้วย กับฟองนม ¼ ถ้วยแทน ในขณะที่ Dry Cappuccino จะเติมฟองนมกับนมสลับกันกับ Wet Bone Dry Cappuccino จะเป็นการใช้ฟองนมเพียว ๆ 1 ถ้วยผสมกับ Espresso เลย โดยไม่มีนมร้อนผสม รสชาติที่ได้คงจะพิลึกน่าดู ยังไม่เคยกินเหมือนกันครับ
Latte (Caffè Latte)
ในภาษาอิตาเลียน คำว่า latte แปลตรงตัวว่า "นม" ฉะนั้นแน่นอนว่า กาแฟ latte ต้องเป็นกาแฟที่ปรุงด้วยนมแน่นอน (ว้าววว ปรุงด้วยนม XD) ฉะนั้น ถ้าไปสั่ง Latte ในประเทศอิตาลีเฉย ๆ หล่ะก็ แทนที่จะได้กาแฟลาเต้มากิน เราจะได้นมมากินแทน ต้องสั่งว่า "Caffe Latte" ครับ กาแฟลาเต้นี้ ต่างจากกาแฟ cappuccino หน่อยตรงที่ จะใส่นมร้อนในปริมาณที่เยอะกว่า (ประมาณ 2/3 ของถ้วย ส่วนอีก 1/3 เป็น espresso) เมนู Caffè Latte นี้จะคล้ายกันกับสูตรของฝรั่งเศสสูตรนึงชื่อว่า Café au lait (กาเฟ โอเล) แปลตรงตัวว่า กาแฟใส่นมครับ
Macchiato
อ่านว่า มาเกียโต้ หรือเต็ม ๆ ว่า Latte Macchiato เป็นลาเต้แบบนึงที่เน้นไปที่ส่วนผสมของนมมากกว่ากาแฟ คือเค้าจะใส่นมราว ๆ ถ้วยนึงครับ แล้วใส่ espresso ลงไปครึ่งช๊อตถึงช๊อตนึงเท่านั้น เวลาเทจะต้องเทแยกให้เป็นชั้น ๆ โดยเทนมลงไปก่อน ตามด้วย espresso แล้วก็ตีฟองนมไว้ด้านบนตามแบบฉบับลาเต้ธรรมดา อันนี้คงเหมาะกับคนที่ไม่ค่อยทานกาแฟเยอะครับ แต่จะมี Macchiato อีกแบบนึงเค้าเรียกว่า Espresso Macchiato คือเป็น Espresso ธรรมดาแต่ใส่นมลงไปราว ๆ ช้อนชานึง แล้วตีฟองนมโรยหน้าอีกที Macchiato นี้ถ้าดูแค่ส่วนผสมจะคล้ายกับคาปูชิโนอยู่มากทีเดียว แต่ต่างกันที่อัตราส่วนที่ใส่ลงไปเท่านั้น แต่รสชาติกับหน้าตา และแก้วที่เสริฟนั้นจะต่างกันลิบลับทีเดียว

กาแฟลาเต้ มาเกียโต้ และ เอสเพลสโซ มาเกียโต้
Frappuccino
เป็นชื่อเครื่องดื่มที่คิดค้นขึ้นโดย Starbuck เรียกกันเฉพาะใน starbuck และขายกันใน starbuck เท่านั้น Frappuccino เป็นกาแฟผสมนมและน้ำเชื่อม (syrup) แล้วนำมาปั่นกับน้ำแข็ง (Ice Blended) กลายเป็นกาแฟปั่นแบบบ้านเรา จริง ๆ แล้วเมนูเนี้ย เป็นเมนูโปรดของผมเลยนะ ถ้าเข้า starbuck ทีไร ก็จะเป็น Frappuccino เนี่ยแหล่ะที่สั่งกินประจำเลย
Coffee Frappuccino ของโปรดจาก Starbuck ครับ
Mocha
Mocha จริง ๆ แล้วเป็นชื่อเมืองท่าที่ในประเทศเยเมน กาแฟพันธุ์อราบิก้าที่ส่งออกจากท่าเรือนี้เลยมีชื่อว่า Mocha ตามชื่อท่าเรือที่ส่งออกนั่นเอง Mocha จัดได้ว่าเป็น Latte อีกแบบนึง (บางที่จะเรียกรวมว่า Mocha Latte) เพราะส่วนผสมหลักเป็น นม 2/3 ถ้วยกับ espresso 1/3 ถ้วย เหมือน Latte แต่ที่พิเศษคือ Mocha จะใส่ cocoa หรือ chocolate อีก 1 ช๊อต ถ้าเป็นต้นตำรับเดิมของ mocha จะเป็นการใส่ chocolate เหลวข้นในรูปของ syrup แต่ถ้าประณีตน้อยลงมาหน่อยก็จะใส่เป็นผงโกโก้แทน สูตรนี้ คิดโดยคนอเมริกันนะครับ เลยแพร่หลายในอเมริกาเป็นส่วนใหญ่ บางร้านบางแห่ง อาจจะมีการตบแต่งเพิ่มเติมรสชาติโดยการเติมวิปครีมและโรยผงโกโก้บนหน้าก่อนเสริฟด้วยก็มี บางร้านก้อเสริฟพร้อม Marshmallow ก็มี ส่วนร้านไหนที่แหวกแนวมาก ๆ ก็จะใช้ white chocolate แทนโกโก้หรือช๊อคโกแลตธรรมดา
Doppio
คำว่า Doppio ในภาษาอิตาเลียนแปลว่า double ครับ ดังนั้น Doppio หมายถึง การใส่ espresso 2 shot ลงในกาแฟถ้วยเดียวนั่นเอง (Double Shot)
Americano
หรือเต็ม ๆ ว่า café américano เป็นการเติมน้ำร้อนลงไปใน espresso เพื่อให้มีความเข้มข้นเท่ากับการชงกาแฟด้วยวิธีหยดน้ำ รสชาติที่ได้จะใกล้เคียงกัน กาแฟ Americano นี้ไม่เติมนมและน้ำตาลนะครับ จะทานกันเพียว ๆ เป็นกาแฟดำไปเลยเพื่อจะได้ซึมซับรสชาติได้เต็มที่ การเจือจาง espresso ซึ่งเป็นกาแฟเข้มข้นด้วยน้ำร้อน ทำให้อเมริกาโนมีความแก่พอ ๆ กับกาแฟธรรมดา แต่มีกลิ่นและรสชาติที่เข้มอันมาจาก espresso. Americano เหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบกาแฟดำ แต่ไม่แก่และหนักถึงขั้น espresso สาเหตุที่เรียกว่า Americano นี้เพราะว่าสำหรับคนอเมริกันแล้ว espresso เพียว ๆ จะถือว่าหนักและเข้มเกินไปครับ เค้าเลยเติมน้ำร้อนเพื่อให้เจือจางลงมาหน่อยนั่นเอง
Cafe Decaf
กาแฟเป็นเครื่องดื่มที่มีผลกับร่างกาย และ อารมณ์ของคนเรา โดยนักวิทยาศาสตร์พบว่า Caffeine จะออกฤทธิ์ โดยตรงต่อระบบประสาทส่วนกลาง สำหรับผู้รักกาแฟที่ปรารถนาที่จะลดปริมาณของคาเฟอีนที่มีอยุ่ในกาแฟ ในทางอุตสหกรรมได้มีการพัฒนากระบวนการที่จะลดปริมาณของ คาเฟอีนโดยตรงจากเมล็ดกาแฟดิบ ซึ่งเป็นเทคโนโลยี ที่ค่อนข้างซับซ้อนแต่อาศัยหลักการง่าย ๆ คือ นำเมล็ดกาแฟดิบมาสกัด คาเฟอีน ออกด้วยตัวทำละลายหลายๆตัว ตามด้วยการระเหยตัวทำละลายออก ก็จะได้ คาเฟอีนที่ถูกแยกออกจาเมล็ดกาแฟ แต่ด้วยกระบวนการนี้กลิ่นหอมบางส่วนจะถูกสกัดออกมาด้วย
กาแฟทั้ง 4 ชนิด ได้แก่ Latte Americano Espresso และ Cappuccino
--------------------------
ตอนนั้นเคยอ่านหนังสืออะไรซักอย่าง เค้าเล่าว่าในโลกนี้มีพืชเศรษฐกิจที่เรียกว่ามีความสำคัญต่อโลกใบนี้อยู่ราว ๆ 5-6 อย่าง เรียกว่าเป็นพืชที่ก่อให้เกิดรายได้หมุนเวียนในเศรษฐกิจโลกมากที่สุด ที่พอจะจำได้คือ ฝ้าย กาแฟ ยาสูบ อ้อย ถั่วเหลือง ที่เหลือตอนนี้ยังนึกไม่ออก โดยฝ้ายกับกาแฟเป็นพืช 2 ตัวที่โดดเด่นที่สุดในกลุ่ม ฉะนั้นอย่าดูถูกประเทศที่ปลูกกาแฟเชียว รายได้กว่า 40% ของเอธิโอเปียนี่มาจากกาแฟนะครับ เป็นพืชที่ทำให้ประเทศเคนยามีรายได้เลี้ยงชีพคนในประเทศ บราซิลเป็นคนส่งออกอันดับ 1 ของโลก โคลัมเบียอันดับ 2 เวียดนามเป็นอันดับ 3 และประเทศส่งออกกาแฟส่วนใหญ่จะอยู่แถบอเมริกาใต้กับแอฟริกาครับ
ขอตบท้าย blog ด้วยลีลาสำนวนโวหารในการพร่ำพรรณาการขายกาแฟของเจ้านึงแล้วกัน ฟังดูตลกดีพิลึก
ไม่รู้ว่าจะขายกาแฟหรือขายอะไรกันแน่ เว่อร์มาก ๆ ขอบอก 5555555
กาแฟอราบิก้า 100 % คั่วในระดับ Moderately Roasted หรือ City Roasted ด้วยเทคนิคมาตรฐานเดียวกับกาแฟในยุโรป สิ้นสุดการคั่วที่อุณหภูมิ 460 องศาฟาเรนไฮต์ ก่อนทำการคูลลิ่งเพื่อให้กาแฟอุณหภูมิลดลงอย่างรวดเร็ว และมีการแคร๊กที่สมบูรณ์ (2 crack) ทำให้ได้เมล็ดกาแฟขยายตัวเต็มที่ ให้ความหอม (Aroma) รุนแรงราวรักแรกพบ และรสชาติ (Acidity) ที่มีชีวิตชีวาอย่างมีมิติ นุ่มนวลกลมกล่อม (Body) กำลังดี สำหรับเริ่มต้นวันใหม่ที่สดใสกว่าทุกวัน ประหนึ่งราวความรักครั้งแรก
Barista Art
เรื่องราวของเกี่ยวกับกาแฟยังไม่จบ เพราะยังมีศิลปะเกี่ยวกับกาแฟที่สำคัญมากอย่างนึงที่ยังไม่ได้พูดถึง นั่นก็คือ Barista Art คือการเทฟองนมให้เป็นรูปร่างต่าง ๆ ตามที่ Barister จะคิดได้ คงเคยเห็นกันมาบ้างแล้วใช่มะ ที่เค้าเทเป็นรูปใบไม้ เป็นรูปหัวใจอะไรแบบเนี้ย นั่นหล่ะ การทำ barista art นี่ เค้ามีการแข่งขันในระดับโลกเชียวนะ ตอนแรกกะว่าไหน ๆ จะเขียนเรื่องกาแฟแล้ว ก็จะรวมเรื่อง Barista เข้าไปด้วยเลยทีเดียว แต่ความที่เรื่องราวของ Barista นี้มีเยอะจัด จนแยกออกมาเขียนได้อีก blog นึงสบาย ๆ เลยต้องเก็บไว้คราวหน้าละกาน เพราะยาวเกิน อิอิ
Poster ของการแข่งขัน World Barista Championship

เซ็งค่ะ ร้านส่วนใหญ่เป็นอย่างนี้จริงๆนะ