2007/Jan/13

หากคุณเล่นเชสโดยไม่มีหลักการแล้ว เกมของคุณจะเป็นเกมที่ไม่สนุกเลย คุณไม่ได้ทำอะไรนอกจากขยับหมากไปมา และถ้ามันบังเอิญกินกันได้คุณก็กิน เล่นกันพักนึงจับพลัดจับผลูคุณจึงเชคเมทกันได้ ฝรั่งจึงเรียกพวกหัดใหม่ว่า Woodpusher ฟังดูไม่ดีเลยใช่ไหมครับ
เชสเป็นเกมสงครามแบบหนึ่ง ที่ต้องเรียกว่าเกมก็เพราะเชสเป็นการช่วงชิงผลประโยชน์ระหว่างผู้เล่นสองฝ่าย ต่างพยายามเอาเปรียบกันให้ได้มากที่สุด ฝ่ายที่วางแผนรอบคอบและรัดกุมกว่าย่อมจะฉวยเอาทรัพยากรส่วนใหญ่ไปได้ แลสามารถใช้กำลังที่เหนือกว่านี้ทำลายกองทัพฝ่ายตรงข้ามได้โดยง่าย
ลองจินตนาการกระดานหมากรุกเป็นสมรภูมิ และให้ตัวหมากของเราเป็นกำลังพล เราลำเลียงกองทัพออกจากค่ายไปยังแนวรบให้ได้เร็วและมากที่สุด เพื่อเตรียมการต่อสู้แบบตะลุมบอน เมื่อฝุ่นบางตาลงเราจะพบซากความสูญเสียของทั้งสองฝ่าย และเรามักจะพบว่ามีฝ่ายหนึ่งเริ่มมีเปรียบเหนืออีกฝ่ายอย่างเห็นได้ชัด หากฝ่ายแรกคิดว่ายังเอาเปรียบได้อีกก็จะพยายามต่อไป หรือถ้าห่างชั้นกันมากพอแล้ว เขาจะเดินบุกไปเคาะประตูบ้าน "ท่านผู้นำ" ทันที เมื่อท่านผู้นำถูกจับและรับคำตัดสินประหารแล้วก็เป็นอันจบเกม
หมากเกมนี้ ฉันก็รู้ ว่าจะต้องลงเอยอย่างไร ... ไม่ต้องรอให้จบเกม ฉันก็พร้อมจะยอมตัดใจ
เกมสงครามเป็นโมเดลที่ใช้อธิบายเชสดีที่สุด ช่วยให้คุณเข้าถึงหัวใจเชสได้อย่างลึกซึ้ง เราพยายามตัดกำลังฝ่ายตรงข้าม ด้วยกับดักและอาวุธแบบต่างๆ เราพยายามครอบครองตำแหน่งสำคัญทางยุทธศาสตร์ เหมือนที่ร้านพิซซ่าฮัทบุกห้างเซนทรัล เพราะลูกค้าเยอะดี เราพยายาม "รุมกินโต๊ะ" ทุกครั้งที่มีโอกาส แบบที่เด็กช่างกลนิยม เรามองหาจุดอ่อน เราตัดเส้นทางลำเลียง เราเปิดแนวโจมตีพร้อมกันสองด้าน ฯลฯ
เราเรียกแผนระยะสั้น ซึ่งเน้นความได้เปรียบเฉพาะหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งแมทีเรียลว่า แทกติก (tactic) และเรียกแผนระยะยาว ซึ่งเน้นความได้เปรียบของตำแหน่งบนกระดานว่า สเตรทจี (strategy) คำที่คู่กับสเตรทจีเสมอคือ positional play หมายถึงการมุ่งความสนใจไปยังตำแหน่งของตัวหมากบนกระดานมากกว่าแมทีเรียล คำแนะนำทั่วไปในการเล่นคือ คุณต้องเปิดเกมโดยอาศัยสเตรทจีเป็นแนวทาง เพราะในช่วงแรกของเกมนั้นจะยังไม่มีการปะทะกันมากนัก ความได้เปรียบเชิงตำแหน่งเป็นสิ่งเดียวที่คุณพอจะฉวยเอาไว้ได้ แต่ความได้เปรียบเชิงตำแหน่งนั้นคล้ายกับทรายในอุ้งมือ ด้วยว่ามันจะค่อยๆหนีไปจากมือคุณทีละน้อย เป็นความได้เปรียบที่ไม่ค่อยยั่งยืนนัก คุณต้องหาทางเปลี่ยนความได้เปรียบเชิงตำแหน่งนี้ เป็นความได้เปรียบในเชิงแมทีเรียลโดยเร็ว ด้วยการงัดเอาบรรดาแทกติกและกับดักทั้งปวงขึ้นมาใช้
แทกติกจะให้ผลทันตา แต่ต้องอาศัยตาไวและตำแหน่งที่ดีงามเป็นพื้นฐาน อย่าเล่นแทกติกแผลงๆอย่าง "ถ้าเธอมองไม่เห็นฉันจะกิน" หรือกับดักแบบ "วัดใจ" เด็ดขาด (แทกติกนั้นใส่ไว้แล้วในหน้าแรกลองอ่านดูนะครับ)
คราวนี้เมื่อคุณมีเปรียบทางด้านแมทีเรียลแล้ว ก็ถึงช่วงเวลาสำคัญคือการเผด็จศึก เพราะคุณต้องไม่ลืมว่าจุดหมายของเชสคือการล่าคิงศัตรู ถ้าคุณซื้อเชคเมทด้วยควีนได้จ่ายไปเลยครับ จะไม่มีใครตำหนิคุณ หนำซ้ำทุกคนยังชอบใจแต้มเดินนั้นเสียอีก ด้วยเห็นว่าเป็นการลงทุนหนักอันคุ้มค่า แต่ผมแนะนำว่าวิธีที่แน่นอนที่สุดในการจับคิงก็คือ จัดการกับบรรดากับองครักษ์ให้หมดเสียก่อน พอคิงเหลือตัวเปล่าแล้วคงไม่ใช่เรื่องยากอะไร ใช่ไหมครับ
ตารางหมากรุก : แสดงทรัพยากรบนกระดาน
ทรัพยากรบนกระดานหมากรุกที่เรานิยมพูดถึงกันมีอยู่สี่อย่างครับ
1 - Material
เป็นความได้เปรียบที่ค่อนข้างชัดเจน หมากสี่ตัวย่อมหาทางรุมหมากตัวเดียวได้เสมอ แต่กว่าจะเล่นให้ฝ่ายตรงข้ามเหลือหนึ่งในขณะที่เราเหลือสี่นั้นคงเหนื่อยไม่ใช่เล่นครับ ได้กล่าวไปแล้วว่าแทกติกจะนำความได้เปรียบด้านแมทีเรียลมาให้ ต้องดูว่าเราเสียหมากตัวไหนไป และเราได้ตัวไหนคืนมา กำไรมากน้อยแค่ไหนเราดูจากราคาของหมากแต่ละตัวครับ

พอนนั้นราคาถูกที่สุด (แต่ต้องไม่ลืมว่ามันโปรโมทเป็นควีนได้) คิดเป็นหนึ่งแต้ม
ไนท์และบิชอพเป็นไมเนอร์พีซ ถือว่ามีค่าเทียมกัน ให้สามแต้ม
รุคเป็นเมเจอร์พีซ ให้ห้าแต้ม
ควีนเป็นเมเจอร์พีซเช่นกัน ให้เก้าแต้ม
คิง เมื่อไม่สามารถเอาคิงไปกินแลกได้ และการเสียคิงหมายถึงความพ่ายแพ้ จึงมีค่าเป็นอนันต์

ฉะนั้นหากคุณแลกไนท์กับรุคได้ ถือว่าประสบความสำเร็จครับ เพราะคุณได้กำไรสองแต้ม หรือการเอาบิชอพแลกกับพอนสามตัวถือว่าเสมอกัน (แต่จะดีกว่าไหม ถ้าคุณใช้บิชอพจัดการกับพอนจากที่ไกลๆโดยไม่เสียเลือดเนื้อ)
2 - Space
เกณฑ์อันหนึ่งซึ่งใช้วัดความได้เปรียบของตำแหน่งก็คือ space count หมายถึงจำนวนนับตากินที่ยื่นเข้าไปในแดนศัตรู ฝ่ายที่มี space count มากกว่าย่อมจำกัดตาเดินของฝ่ายตรงข้ามได้ และแทกติกที่เรามองเห็นจะมีโอกาสประสบความสำเร็จมากกว่า

ฝ่ายขาว: ควีนบน b3 ให้ space count 2 ไนท์บน c3 ให้ 2 บิชอพบน c4 ให้ 5 พอนบน e4 ให้ 2 และบิชอพ g5 ให้ 2 รวม space count 13 ตา
ฝ่ายดำ: พอนบน e5 ให้ 2 ควีนบน e7 ให้ 2 ไนท์บน f6 ให้ 2 รวม 6 ตา
ฝ่ายขาวได้เปรียบด้าน space และมีโอกาสชนะค่อนข้างมาก
หมากนายส่วนใหญ่จะมีตากินมากที่สุดเมื่อถูกวางไว้กลางกระดาน ถ้าคุณอยากได้เปรียบด้าน space ก็ต้องหาทางยึดศูนย์กลาง (center คือสี่ตากลางกระดาน) เอาไว้ให้ได้
3 - Time
คือ tempo หรือจังหวะการเดิน ให้สังเกตว่าผู้เล่นสองฝ่ายผลัดกันเดินคนละหนึ่งตา หลักการข้อนี้มีอยู่ว่าจังหวะเดินแต่ละก้าวนั้นมีค่ามาก คุณต้องใช้มันให้คุ้มค่า ถ้าคุณใช้มันไม่คุ้มค่าแล้วมันจะโกรธและลงโทษคุณ สมมติว่าในช่วงเปิดเกมคุณถอยไนท์กลับเข้ามา เพียงเพราะคุณอยากเดินอย่างนั้น นี่เป็นตาเดินที่ไม่มีประโยชน์เลย ตาเดินนี้มีค่าเท่ากับปล่อยให้ศัตรูของคุณเดินได้สองตาติดกัน ซึ่งอาจทำให้ตำแหน่งของคุณถึงกับเสียศูนย์ได้ง่ายๆ นักหมากรุกหัดใหม่มักมองข้ามหลักการนี้ด้วยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ที่เซียนหมากรุกไม่แนะนำให้รีบเอาควีนมาเดินแต่แรก เพราะเสี่ยงมากกับการเสีย tempo เมื่อควีนถูกไล่ให้วิ่งวุ่นไปมาบนกระดานโดยไม่เกิดประโยชน์ การเช็คคิงศัตรูแบบไม่มีเหตุผลก็ทำให้เราเสีย tempo ได้เช่นกัน นักเล่นหัดใหม่สอบตกข้อนี้กันเป็นแถว รู้แล้วอย่าทำนะครับ
4 - Pawn Structure
ในกระดานมีพอนมากถึงสิบหกตัว หน้าที่ของมันนั้นหลากหลาย เช่น ใช้เป็นกำแพงให้คิง ใช้เป็นเหยื่อล่อ ใช้เป็นตัวบุก ใช้เป็นตัวเฝ้าหมากนายอื่นๆ ใช้โปรโมท เพราะฉะนั้นโครงสร้างพอนจึงมีความสำคัญขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ พอนนั้นเปรียบเสมือนเด็กเล็ก ซึ่งจะเติบโตและเพิ่มคุณค่าในวันข้างหน้า (ด้วยการโปรโมท) แต่กว่าจะถึงวันนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะศัตรูย่อมหาทางจับพอนกินทุกครั้งที่มีโอกาส การใช้หมากนายไปเพื่อดูแลพอนนั้นไม่ใช่เรื่องดีงามอะไรเลย เหมือนเป็นการดูถูกคนของตัวเอง หนทางที่เหมาะสมสำหรับจัดการเรื่องนี้คือให้พอนดูแลกันเอง โครงสร้างพอนซึ่งบรรดาพอนสามารถดูแลปกป้องกันเองได้นั้น ถือเป็นตำแหน่งดี ส่วนพอนซึ่งดูแลกันเองไม่ได้นั้นเป็นจุดอ่อนสำหรับล่อเป้าโดยเฉพาะ จุดอ่อนในโครงสร้างพอนนั้น มีหลายแบบเช่น

พอนซ้อนสอง(doubled pawns) เกิดเมื่อพอนเดินตากินไปตกหน้าพอนอีกตัวหนึ่ง
พอนซ้อนสาม(tripled pawns) เกิดจากตากินเช่นกันเป็นจุดอ่อนซึ่งแย่มากๆ
พอนเดี่ยว(isolated pawn) หมายถึงพอนซึ่งไม่มีเพื่อนพอนในคอลัมน์ติดกันคอยดูแลเลย โอกาสตายมีมากเป็นพิเศษ
พอนหลัง(backward pawn) คือพอนซึ่งทำหน้าที่เป็นฐานเฝ้าพอนตัวอื่นๆ จะเสี่ยงต่อการถูกโจมตี เพราะถ้าฐานพังลงแล้วเป็นไปได้มากว่าพอนทั้งสาย(pawn chain)อาจจะถล่มลงมาด้วย คุณจึงต้องเฝ้าระวังพอนหลังนี้ให้ดี ตัวอย่างเช่น พอนหนึ่งตัวเฝ้าพอนที่อยู่ติดกันสองตัว เมื่อฐานนี้ถูกทำลาย พอนที่เหลืออีกสองตัวจะตกตาร้ายทันที
เพราะฉะนั้นเวลาเดินพอนดูให้ดีนะครับ อย่าให้มีตำหนิในโครงสร้างพอนเด็ดขาด
พอน ... ตัวพลิกเกม (ถ้าเกิดอ่ะนะ)
คราวนี้คุณก็ได้ไอเดียเรื่องสเตรทจีไปบ้างแล้ว บทเรียนอีกอันหนึ่งซึ่งสำคัญพอกันก็คือ เรื่องเฟส(phase)ของเกม ถ้าคุณเล่นเชสโดยไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเฟสของเกมเลย นับว่าคุณเสียเปรียบมาก ความรู้เรื่องสเตรทจีของคุณจะด้อยค่าลงทันที บทเรียนเรื่องเฟสต่างๆในเกมจะช่วยคุณปรับตัว ให้เข้ากับรูปเกมที่เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างเหมาะสม ในหนึ่งเกมเราจะแบ่งออกได้เป็นสามเฟส ได้แก่ ระยะเปิดหมาก(Opening) ระยะกลางเกม(Middlegame) และระยะจบเกม(Endgame)
ระยะเปิดหมาก(Opening)
อยู่ในช่วงสิบถึงสิบห้าตาแรก (ขาวและดำเดินข้างละหนึ่งครั้งนับรวมเป็นหนึ่งตาเดิน) จุดมุ่งหมายสำคัญของเฟสนี้คือ การเร่งส่งกำลังไปยังแนวรบให้ได้มากและมีคุณภาพที่สุด เพื่อให้พร้อมสำหรับเฟสต่อไป ส่งกำลังให้ได้มากเป็นไปได้ด้วยการเดินหมากแต่ละตัวเพียงหนึ่งครั้งในช่วงเปิดหมาก ส่วนการเปิดอย่างมีคุณภาพหมายถึง การวางหมากคุมศูนย์กลางให้ได้มากที่สุด และคิงของฝ่ายตัวอยู่ในตำแหน่งปลอดภัยแล้ว (เวลาบุกเราจะได้ไม่ต้องพะวงหลังมากนัก) ตัวเดินที่มีบทบาทมากในเฟสนี้คือ พอน ไนท์และบิชอพ
ระยะกลางเกม(Middlegame)
เป็นระยะแห่งการตะลุมบอน(จริงๆครับ) เพื่อชิงความได้เปรียบด้านแมทีเรียล ฝ่ายที่ตำแหน่งดีกว่าและเลือกใช้แทกติกได้อย่างเหมาะสม จะมีอนาคตสดใสเมื่อถึงเวลาของเฟสสุดท้าย เมเจอร์พีซอย่างรุคและควีนจะมีบทบาทเป็นอย่างมากในเฟสนี้ ถ้าเชคเมทกันไม่ได้ เกมจะเคลื่อนเข้าสู่เฟสสุดท้าย
ระยะจบเกม(Endgame)
เฟสนี้ตัวหมากในกระดานจะเหลือน้อยเต็มที โดยมากจะเหลือคิง รุค และพอน คิงซึ่งเคยหลบๆซ่อนๆก็จะสำคัญขึ้นทันที คิงอาจจะร่วมมือกับรุคเพื่อเชคเมทคิงศัตรู หรือคอยคุ้มกันพอนไปจนถึงแถวสุดท้ายเพื่อโปรโมทแล้วหาทางเชคเมทภายหลัง เทคนิกในการส่งพอนให้ถึงจุดหมายก็คือ ใช้รุคเฝ้าพอนฝ่ายเราจากด้านหลัง แล้วดันพอนขึ้นไปเรื่อยๆ (ในทางกลับกันจะจัดการกับพอนศัตรูคุณก็ต้องอ้อมไปด้านหลังเช่นกัน)
เสน่ห์ของเกมนี้คงอยู่ที่ความตึงเครียดเล็กๆซึ่งมันมอบให้ ผู้เล่นที่รู้มรรยาทเชสจะต้องเอาจริงและเล่นเต็มฝีมือเสมอ การอ่อนให้นั้นเป็นการดูถูกซึ่งหน้า และการยื้อเกมโดยไม่มีเหตุผลนั้นเป็นการกระทำที่น่าขายหน้าที่สุด แม้มันจะเป็นเกมที่เครียด เพราะมรรยาทเชสเรียกร้องให้เราจริงจังเช่นนั้น แต่คุณต้องไม่ลืมเรื่องน้ำใจนักกีฬาเด็ดขาด เชสไม่ใช่สงคราม มันเป็นแค่เกมหนึ่งที่เราเล่นเพื่อความบันเทิงเท่านั้น คนที่เราเล่นด้วยก็ไม่ใช่ใคร ก็เพื่อนๆเรานี่แหละ แพ้บ้างชนะบ้างเป็นเรื่องธรรมดา ถนอมน้ำใจกันไว้ดีกว่า อย่าไปซีเรียสอะไรมากมาย เล่นเอามันเถอะครับ
มีข้อที่น่าสนใจและน่ารู้คือ
หมากรุกไทย : ม้าจะดีกว่าโคนเล็กน้อย
หมากรุกฝรั่ง : บิชอพจะดีกว่าม้าเล็กน้อย
หมากรุกจีน : เผ่า (ปืนใหญ่) จะดีกว่าม้าเล็กน้อย
แต่ข้อสังเกตข้างต้นนี้มีข้อยกเว้นมากมาย (เหมือนหมากรุกทุกชนิด) ขึ้นกับความถนัดความชอบของแต่ละบุคคล ขึ้นกับรูปหมาก ฯลฯ มีผู้เล่นจำนวนไม่น้อย (โดยเฉพาะผู้ที่เคยเล่นหมากรุกไทย) ที่เห็นว่าม้าจะดีเท่ากับหรือดีกว่าบิชอพ
ผู้เขียนขอสรุปเรื่องม้ากับบิชอพของหมากรุกฝรั่งว่า โดยทั่วๆไป ถ้าไม่มีกรณีพิเศษเกิดขึ้นแล้ว บิชอพจะดีกว่าม้าอย่างแน่นอน
ส่วนหนึ่งของภาพยนตร์เรื่อง Harry Potter ที่มีฉากเกี่ยวกับหมากรุกอยู่ (มีการเข้าป้อมของรอนด้วย)
ข้อควรจำ
ต่อไปนี้เป็นหลักการใหญ่ๆ หรือข้อควรปฏิบัติสำหรับผู้เริ่มเล่นหมากรุกฝรั่ง
1. ในการเดินวาระแรกให้เดินเบี้ยหน้าคิง หรือหน้าควีนสองช่อง (คือ e2-e4 หรือ d2-d4)
- กรณี e2-e4 หมากจะเป็นระบบเปิด (open game) คือตัวไม่ขัดกันมาก โอกาสใช้หมากตัวใหญ่ในที่เปิดกว้างมีมาก เหมาะสำหรับผู้ที่ชอบเกมเปิดโจมตีรุนแรง มีโอกาสใช้ตัวใหญ่
- กรณี d2-d4 หมากจะเป็นรูปค่อนข้างปิด (semi-closed game) คือเบี้ยจะขัดกัน ช่องไฟล์ที่เปิดจะมีน้อยกว่ารูปหน้าคิง เหมาะสำหรับผู้ที่ชอบตั้งป้อมไปสู้กันกลางกระดานหรือปลายกระดาน ผู้ที่เล่นหมากรุกไทยมาก่อนนิยมเล่นรูปนี้มากเหมือนกัน เพราะมีเวลาตั้งหลักได้มากกว่า อนึ่ง ผู้ที่เล่นจนถึงระดับสูงๆของโลกมักจะเดินรูปหน้าควีนได้ดี หรืออย่างน้อยเมื่อเป็นฝ่ายดำก็เดินรับรูปที่ฝ่ายขาวขึ้นเบี้ยหน้าควีนได้อย่างคล่องแคล่ว แชมเปี้ยนในประเทศไทยระยะหลายปีหลังๆนี้ก็นิยมเล่นโดยขึ้นเบี้ยหน้าควีนเช่นกัน มีเสียงเกจิอาจารย์หมากรุกโลกกล่าวกันว่า รูปเบี้ยหน้าควีนนี้เป็นรูปมวยหลัก รูปหมากลึกซึ้ง ถึงแม้ตอนต้นกระดานอาจจะไม่ค่อยมีรูปโจมตีรุนแรงเท่าใดนักเหมือนรูปเบี้ยหน้าคิง แต่ถ้าเข้าใจหลักการโดยแจ่มแจ้งแล้ว ก็สามารถปัดป้องการโจมตีของขาวได้ไม่ยากนัก เพราะจุดอ่อนไม่ค่อยมี และรูปป้องกันมักจะซ้ำๆกัน
ทั้งสองรูปคือ เปิดหน้าคิงหรือหน้าควีน มีผู้นิยมเล่นมากพอๆกัน อดีตแชมป์โลกชาวอเมริกันที่มีวิธีการเล่นเยี่ยมยอดชื่อ บ็อบบี้ ฟิชเชอร์ (Bobby Fischer) นิยมขึ้น e2-e4 มาก และไม่ยอมขึ้นหมาก d2-d4 เป็นอันขาด (โดยชี้แจงว่าขัดกับหลักการของเขา 'I have never opened with the QP--on principle') แต่แชมป์โลกปัจจุบันชาวรัสเซีย แกรี่ คาสปารอฟ (Garry Kasparov อ่านว่าคาสป๊ารอฟ-ลงเสียงหนักตัวที่สอง) ชอบเดินหมาก d2-d4 และเดินได้ชำนาญมาก แต่ในขณะเดียวกันก็ชอบเล่นรูปหน้าคิง e2-e4 เช่นกัน เป็นการยากที่จะบอกว่าผู้เริ่มเล่นควรเลือกเล่น e4 หรือ d4 ผู้เขียนแนะได้แต่เพียงว่าให้เลือกรูป e4 หรือ d4 แล้วลองเล่นดูบ้าง ถ้าชอบแบบไหนก็ยึดแบบนั้นเล่นไปเรื่อยๆให้คล่อง เพราะทั้ง e4 และ d4 เล่นไปจนถึงขั้นสูงสุดได้ทั้งสองรูป ทั้งเป็นฝ่ายดำและฝ่ายขาว
บางครั้งก็มีคนขึ้นหมากด้วย 1.Nf3 ซึ่งแปลกออกไปแต่ในที่นี้จะไม่กล่าวถึงเพราะเป็นรูปที่ผิดแผกจากมาตรฐาน ในขั้นแรกผู้เริ่มเล่นควรเลือกรูปมาตรฐานและฝึกฝนให้ชำนาญก่อน เพราะรูปมาตรฐานคือ 1.e4 หรือ 1.d4 มีรูปให้เลือกเล่นมากมายอยู่แล้ว
เป็นที่น่าสังเกตว่าบางครั้ง ผู้ที่เปิด 1.Nf3 ต้องการหลีกเลี่ยงจากตำราของรูปมาตรฐานต่างๆ เพื่อให้คู่ต่อสู้ไม่สามารถใช้วิชาเปิดตอนต้นกระดานเดินเอาเปรียบได้ ความคิดของผู้เล่น 1.Nf3 เช่นนี้ก็ดีอยู่ แต่ผู้เริ่มเล่นควรฝึกฝนหาความรู้จากรูปมาตรฐาน 1.e4 และ 1.d4 เพราะมีรูปเด็ดๆ หลุมพรางดีๆที่สามารถทำให้เราเอาชนะคู่ต่อสู้ได้โดยรวดเร็วและเด็ดขาด ผู้เขียนรู้สึกว่าผู้ที่เล่นหมากรุกฝรั่งโดยขึ้น 1.Nf3 โดยที่ยังไม่ไปลองเล่น e4 และ d4 มักจะเป็นผู้ที่ไม่ค่อยยอมฝึกซ้อมหรือศึกษาตำรามาตรฐาน แต่อยากแปรจากรูปมาตรฐานไปสู้กันแบบหมากนอกระบบ (บางครั้งกลายเป็นมวยวัดไปก็มี) แต่นี่เป็นนานาจิตตัง ใครชอบแบบไหน ก็เลือกเอาครับ
2. ให้พยายามเข้าป้อม (castling ย่อว่า O-O หรือ O-O-O) ให้เร็วที่สุด
เพื่อให้คิงอยู่ในที่ปลอดภัย จะเห็นได้ว่าการเข้าป้อมทางด้านคิงจะเร็วกว่าด้านควีน เพราะมีช่องว่างเพียงสองช่อง ไม่ใช่สามช่องอย่างด้านควีน
มีผู้เริ่มเล่นจำนวนไม่น้อยที่ไม่ยอมเข้าป้อม เพราะเมื่อเข้าป้อมแล้ว บางทีก็โดนโจมตีรุกจนในป้อมนี้เอง ข้อนี้เป็นข้อที่เข้าใจผิดอย่างมากของผู้เริ่มเล่น ที่เข้าใจว่าการเข้าป้อมเป็นจุดอ่อนให้คิงโดนโจมตีได้ง่าย ความจริงเมื่อเข้าป้อมแล้วมีวิธีที่จะรักษาป้อมให้แข็งแรง
--------------------------------------------------------------------------------
ปล. ก๊อปเค้ามาดุ้น ๆ เลยนะ
ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
กิ๊เล่นเป็นแต่หมากรุกสากลนี่ล่ะค่ะ หมากรุกไทยเล่นไม่เป็นจริงๆ

แต่ยังไม่เก่งซะที เฮ้อ เผลอๆบางทีโดนเค้ารุมกินเรือไม่รู้เรื่องเลย

ขอบคุณสำหรับความรู้และเทคนิคที่เอามาให้นะคะ
#1  by  Ki At 2007-01-13 21:00, 
โอ้วววว .... เราเล่นแบบที่ว่าเลยล่ะ อิอิ
เป็นแบบม่ได้ทำอะไรนอกจากขยับหมากไปมา และถ้ามันบังเอิญกินกันได้คุณก็กิน เล่นกันพักนึงจับพลัดจับผลูคุณจึงเชคเมทกันได้
เราเล่นเป็นแต่หมากรุกไทยแง่ะ ่้้
#2  by  เด็กข้าวกล่อง At 2007-01-13 21:06, 
-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-double wink sad smile double wink cry question tongue big smile open-mounthed smile angry smile embarrassed wink
#3  by  12-- (118.172.31.250) At 2008-01-13 22:06, 
ลองเล่นเกมนี้ดู

1. ขาวเดิน เบี้ย จาก e2 มา e4 เพื่อคุมศูนย์กลาง ดำโต้ตอบแบบเดียวกัน จาก e7 มา e5 และยันไม่ให้ขาวล้ำเข้ามาได้อีก

2. ขาวเดินม้าจาก g1 มา f3 ขู่กินเบี้ย ดำตอบโดยเอาม้าขึ้นมาปกป้อง จาก b8 มา c6

3. ขาวเดินโคนจาก f1 -c4 มุ่งโจมตี f7 ซึ่งคุ้มกันโดยขุนเท่านั้น ดำใช้กลอุบาย เดินมาบุกไป ปล่อยเป็นอุบายให้ม้าขาวกินเบี้ย

4. ขาวตกหลุมพราง เอาม้า จาก f3 กินเบี้ย ที่ e5 พร้อมขู่ f7 อีกเป็นการฆาตเรือและควีน ดำทำไม่รู้ร้อนเดิน Queen จาก d8 ไป g5

5. ม้า จาก e5 กินเบี้ยที่ f7 ฆาตเรือและควีน ดำเอาควีนจาก g5 กินเบี้ยที่ g2 ขู่กินเรือรุก

6 เรือขาวต้องหนีจาก h1 มา f1 ดำก็ถอยควีนมากินเบี้ยที่ e4 รุก

7. ขาวต้องถอยโคนจาก e4 มา e2 บังไว้ โดยไม่ได้มองว่า ขุนขยับไม่ได้ ดำเลยเอาม้า checkmate ขุนขาว จาก d4 มา f3 รุกจน

ถ้าขาวไม่เอาโคนมาปิด ก็ต้องเอาควีนมาปิดแทน ม้าดำก็จะกินควีน
#4  by  sabina (58.136.96.249) At 2008-06-15 18:00, 

<< Home