Christmas Time และ ความจริงของซานตาครอส
First of all, Merry Christmas and happy the incoming new year.
@@ และแล้ว เทศกาลที่ผมชอบมากที่สุดในรอบปีก็กำลังจะมาเยือนอีกรอบนึง ใช่แล้ว มันคือ christmas time นั่นเอง จริง ๆ ต้องขอออกตัวก่อนว่า ไม่ได้เป็นชาวคริสต์อะไรกับเขาหรอก แล้วก้อไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงอะไรกับคริสต์มาสด้วย แต่เผอิญว่าโรงเรียนที่เรียนมาตั้งแต่ชั้นประถมเป็นโรงเรียนคริสต์ ทำให้มีความผูกพันอ้อม ๆ กับเทศกาลนี้อยู่ค่อนข้างมากทีเดียว ในสมัยเด็ก ที่ชอบเทศกาลนี้เป็นพิเศษคงเป็นเพราะที่โรงเรียนจะจัดงานรื่นเริง ทำให้งดการเรียนการสอน อีกทั้งยังใกล้กันกับปีใหม่ที่มีวันหยุดยาว ๆ ๆ ให้อีก แถมไปด้วยการขึ้นต้นปีใหม่ ไหนจะของขวัญ ไหนจะกินเลี้ยงอีกสารพัด 5555 นับว่าคริสต์มาสนี่นำพามาซึ่งความหรรษาโดยแท้
แต่พอโต ๆ มาแล้วเลยค้นพบความจริงอีกข้อนึงว่า นอกเหนือจากอากาศที่เย็นสบายในช่วงเดือนธันวาแล้ว ที่ชอบเทศกาลนี้เป็นพิเศษเพราะว่า เป็นเทศกาลที่ฝรั่งเค้าเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสที่ดีจริง ๆ โดยปกติในช่วงเดือนตุลาถึงเดือนมีนา มักจะเป็นช่วงเวลาแห่งฤดูหนาว ที่ทั้งหนาวเหน็บแถมยังทำกิจกรรมอะไรไม่ได้เลย ไม่ว่าจะเป็นเพาะปลูก เลี้ยงสัตว์ การเดินทางไปมาหาสู่กันก็ทำได้ยากยิ่งในช่วงนี้ ช่วงที่ peak สุดใน ๆ ของความหนาวในเดือนธันวาคม ชาวคริสต์เลยถือเอาวันประสูติของพระเยซู (ซึ่งจริง ๆ แล้วพระเยซูไม่ได้เกิดวันที่ 25 Dec แต่อย่างใด) เป็นวันเฉลิมฉลองที่ยิ่งใหญ่ เปลี่ยนช่วงเวลาที่หนาวที่สุด ให้กลายเป็นช่วงเวลาที่อบอุ่นที่สุดได้ สมัยก่อนเคยอ่านหนังสือชุดบ้านเล็กในป่าใหญ่ที่แต่งโดย ลอร่า อิงกัลส์ ไวเดอร์ ที่พูดถึงหนังสือชุดนี้เพราะว่า เค้าบรรยายถึงช่วงเวลาที่หนาวมาก ๆ นี้ให้เห็นภาพอย่างชัดเจนว่ามันหนาวขนาดไหน เค้าจะบรรยายถึงความสุข ความอบอุ่นที่ได้รับจากเทศกาลคริสต์มาสไว้อย่างน่าประทับใจ ในช่วงเวลานี้ ชาวคริสต์ทั่วโลกจะกลับไปอยู่กับครอบครัว
ทำอาหารกินกันอย่างสนุกสนาน (เพราะออกไปไหนไม่ได้ ต้องอยู่แต่ในบ้านที่ทำจากซุงเท่านั้น) ตบแต่งบรรยากาศเหงา ๆ เศร้า ๆ ให้ครื้นเครงด้วยเสียงเพลง โคมไฟ และอุปกรณ์ประดับต้นคริสต์มาสกันเต็มที่ (ต้นคริสต์มาสนี้ นิยมใช้ต้นสนของจริงจากตระกูล Scotch pine, Douglas fir และ Noble fir แต่ปัจจุบันคงเป็นต้นพลาสติกไปหมดแล้ว)
ทำอาหารกินกันอย่างสนุกสนาน (เพราะออกไปไหนไม่ได้ ต้องอยู่แต่ในบ้านที่ทำจากซุงเท่านั้น) ตบแต่งบรรยากาศเหงา ๆ เศร้า ๆ ให้ครื้นเครงด้วยเสียงเพลง โคมไฟ และอุปกรณ์ประดับต้นคริสต์มาสกันเต็มที่ (ต้นคริสต์มาสนี้ นิยมใช้ต้นสนของจริงจากตระกูล Scotch pine, Douglas fir และ Noble fir แต่ปัจจุบันคงเป็นต้นพลาสติกไปหมดแล้ว)
จริง ๆ แล้วที่เกริ่นมาข้างบนทั้งหมดเนี่ย ยังไม่ได้เข้าประเด็นที่อยากจะพูดถึงวันนี้เลย 5555 ประเด็นจริง ๆ อยู่ที่คุณลุงซานตาครอสของเราตะหาก ซึ่งวันนี้จะเอาความจริงอันน่าตกใจของซานตาครอสมาเล่าให้ฟัง เรื่องมันมีอยู่ว่าซานตาครอสมีตัวตนอยู่จริง ๆ แล้วก้อไม่ได้อยู่ที่ขั้วโลกเหนือ หรือใต้อย่างที่เข้าใจกัน ซานตาครอส หรือ Santa Claus เป็นคำอังกฤษอเมริกันที่เพี้ยนมาจากคำว่า Sint Klaas ซึ่งเป็นฉายาของ Saint Nicolas ในภาษา Dutch อีกที ชื่อจริงของลุงซานต้าคือ Nicolas (Hagios Nikolaos) เป็นนักบุญ (Saint) ชาวตุรกี ผู้ซึ่งถูกจารึกไว้ว่า เป็นนักบุญที่มีชื่อเสียงโด่งดังในหลายประเทศยุโรปยุคกลาง (ช่วงราว ๆ 300 ปี หลังคริสตกาล) ในฐานะของ "Friend of Children" หรือนักบุญอันเป็นที่รักของเด็ก ๆ เซนต์นิโคลัสได้รับการกล่าวขานในเรื่องของความมีเมตตา และความใจดี โดยเฉพาะกับเด็ก ๆ

Ads ของโคคาโคล่าที่ทำให้ซานต้าโด่งดังเป็นพลุแตก
@@ ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับซานต้าที่คนเรารับรู้แบบผิด ๆ มาตลอดคือ ซานต้าไม่ได้ใส่ชุดสีแดง ไม่ได้ใช้กวางเป็นตัวลากเลื่อน (Sleigh) ไม่ได้เป็นคุณลุงอ้วน ๆ แก่ ๆ อย่างที่เคยเห็นกัน ซานต้าที่เรารู้จักนั้น ถูกเติมแต่งด้วยจินตนาการของ Clement C. Moore ในบทกลอนชื่อ A Visit From St. Nicholas ซึ่งแต่งให้กับลูก ๆ ในปีคศ. 1823 หลังจากนั้น ซานตาครอสเวอร์ชั่นปัจจุบันยิ่งโด่งดังขึ้นเมื่อเผยแพร่ออกสู่โลกภายนอกผ่านภาพวาดที่มีชื่อเสียงของ Thomas Nast ลงพิมพ์ในหนังสือ "Horpers Weekly" เป็นครั้งแรก ซึ่งก็คือภาพของซานตาครอสที่เป็นลุงหนวดอ้วนใจดี แต่งชุดสีแดง และมีกวาง 8 ตัวเป็นตัวลากเลื่อน (กวาง 8 ตัวนี้ล้วนแต่มีชื่อของมัน แต่ที่ดังที่สุดเห็นจะเป็นกวางลูดอล์ฟ หรือ ลูดอล์ฟจมูกแดง Rudolph the red nosed reindeer) ลุงซานตาครอสเวอร์ชั่นใหม่นี้ ยิ่งโด่งดังสุดโต่งเข้าไปใหญ่ เมื่อบริษัทโคคาโคล่านำมาเป็น presenter ให้กับเครื่องดื่มของตัวเอง และเพราะประสิทธิภาพของการสื่อสารของโคคาโคล่านี่เอง ที่ทำให้ซานตาครอสชุดแดงนี้เป็นที่รู้จักไปทั่วโลกอย่างรวดเร็ว
แม้ว่าซานตาครอสที่เราเห็นในปัจจุบันนั้นจะถูกสร้างขึ้นมาจากจินตนาการ แต่ก็ทำให้เราหวนรำลึกถึงความอบอุ่น เป็นรูปแบบที่น่ารัก เหมาะสำหรับเป็นนิยายให้เด็ก ๆ ได้ใฝ่ฝันถึงในเทศกาลคริสต์มาสทุก ๆ ปี
ส่วนข้างล่างนี้เป็นเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่เกี่ยวกับวันคริสต์มาสนี้นะครับ
@@ ต้นคริสต์มาส ในสมัยโบราณหมายถึงต้นไม้ในสวนสวรรค์ ซึ่งอาดัมและเอวาไปหยิบผลไม้มากินและทำบาปไม่เชื่อฟังพระเจ้า ตั้งแต่ ศตวรรษที่11 ชาวคริสต์แสดงละครที่หน้าวัด ถึงความหมายของคริสต์มาสและเอาตันไม้ต้นหนึ่งไว้ตรงกลางเพื่อประดับฉาก แสดงถึง บาปกำเนิดของอาดัมและเอวาต้นไม้ที่ใช้เป็นต้นสน เนื่องจากเป็นต้นไม้ที่หาง่ายที่สุดในประเทศเหล่านั้น การแสดงละครคริสต์มาสแบบนี้ มีมาเป็นเวลาช้านานหลายร้อยปีจนถึงศตวรรษที่15 พระสังฆราชหลายแห่งได้ห้ามแสดง เนื่องจากการแสดงนั้นกลายเป็นการเล่น เหมือน ลิเกล้อชาวบ้าน ผู้ปกครองบ้านเมือง และศาสนาซึ่งไม่ตรงกับบรรยากาศของการฉลอง ชาวบ้านรู้สึกเสียดายที่ไม่มีโอกาสดูละครสนุกๆแบบนั้นอีก จึงไปสนุกกันที่บ้านของ ตน โดยเอาต้นไม้มาไว้ที่บ้าน เพราะต้นไม้เป็นจุดเด่นในลานวัด ที่เขาเคยร่วมสนุกกัน จากนั้นก็เริ่มมีการแขวนลูกแอปเปิ้ลและแขวนแผ่นขนมปังเพื่อระลึกถึงศีลมหาสนิท ซึ่งก็มีวิวัฒนาการ เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ จนในที่สุด ก็กลายเป็นขนมและของขวัญ อย่างที่เห็นอยู่ทุกวันนี้ แม้ว่าประเพณีการตั้งต้นคริสต์มาสมีความเป็นมาดังกล่าว ชาวคริสต์ในสมัยนี้ก็ยัง นิยมทำกันอยู่ เพราะเห็นว่ามีความหมายถึงพระเยซู ผู้เปรียบเสมือนต้นไม้แห่งชีวิต ที่เขียวสดเสมอในทุกฤดูกาล ซึ่งหมายถึงนิรันดรภาพของพระเยซู และนอกจากนั้น ยังหมายถึงความสว่าง ของพระองค์เสมือนแสงเทียนที่ส่องในความมืด ทั้งยัง หมายถึงความชื่นชมยินดีและความสามัคคีที่พระเยซูประทานให้ เพราะต้นไม้นั้น เป็นจุดรวมของครอบครัวในเทศกาลนั้น
@@ การร้องเพลงคริสต์มาส เพลงคริสต์มาสที่เรานิยมร้องมากที่สุดในปัจจุบันได้แต่งขึ้นในศตวรรษที่ 19 จากประเทศอังกฤษเป็น ส่วนใหญ่ เพลงที่มีเสียงมากได้แก่ Silent Night, Holy Night เป็นภาษาไทยว่า "ราตรีสวัสดิ์ ราตรีสงัด" ความเป็นมาของเพลงนี้คือ วันก่อนวัน คริสต์มาส ของปี ค.ศ. 1818 คุณพ่อ Joseph Mohr เจ้าอาวาสวัดที่ Oberndorf ประเทศออสเตรเลีย ได้ข่าวว่าออร์แกน ในวัดเสีย ทำให้วงไม่สามารถขับร้องเพลงตามที่ซ้อมไว้ได้ คุณพ่อเองตั้งใจจะแต่งเพลงคริสต์มาส หลังจากแต่งเสร็จก็เอาไปให้เพื่อน คนหนึ่งชื่อ Franz Gruber ที่อยู่หมู่บ้านใกล้ เคียงใส่ทำนองในคืนวันที่ 24 นั้นเอง สัตบุรุษ วัดใกล้ก็ได้ฟังเพลง Silent Night เป็นครั้ง แรก โดยการเล่นกีตาร์ประกอบการขับร้อง ซึ่งกลายเป็น เพลงที่นิยมมากที่สุดทั่วโลก
@@ ในทวีปอเมริกาจะเรียก เซนต์นิโคลัสว่า Santa Claus ในขณะที่ฝรั่งเศสเรียกว่า Pere Noel คล้ายกับในสเปนที่เรียกว่า Papa Noel เยอรมันเรียกว่า Kris Kringle และอิตาลีเรียกว่า Babbo Natale เด็ก ๆ ที่ญี่ปุ่นจะเรียกว่า ลุงซานต้า หรือ Santa no ojisan Sweden เรียก Jultomten คล้ายกันกับ Julenissen สำหรับภาษานอร์วีเจี้ยน และ Joulupukki ในฟินแลนด์ และ Sinterklaas สำหรับภาษาดัชต์
ของแถมอีกนิดก่อนจบด้วย การรวมภาพต้นคริสต์มาสหน้าห้างสรรพสินค้าในกรุงเทพ และบรรยากาสการประดับตกแต่งต้น christmas ทั่วโลกไว้ให้ดูเล่นกันครับ



ต้นคริสต์มาสหน้าโรงแรม siam continental / เพนนินซูล่า / สยามพารากอน


ต้นคริสต์มาสหน้าเกษร พลาซ่า / Central World / ดิ เอ็มโพเรียม
ส่วนชุดต่อไปเป็นบรรยากาศในต่างประเทศครับ
London


New York



Singapore


Hong Kong


Bangkok


Tokyo


ตบท้าย blog นี้ด้วยเนื้อเพลง Jingle Bells ครับ
ขอให้ทุกคนมีความสุขมาก ๆ คิดอะไรสมปราถนา
Merry Christmas and Happy new year 2007 ครับ :D
------------------------------------------
Jingle Bells
Dashing through the snow, in a one-horse open sleigh,
Over the fields we go, laughing all the way.
Bells on bob-tails ring, making spirits bright,
What fun it is to ride and sing a sleighing song tonight.
Chorus
Jingle bells, jingle bells, jingle all the way!
O what fun it is to ride in a one-horse open sleigh.
Jingle bells, jingle bells, jingle all the way!
O what fun it is to ride in a one-horse open sleigh.
Over the fields we go, laughing all the way.
Bells on bob-tails ring, making spirits bright,
What fun it is to ride and sing a sleighing song tonight.
Chorus
Jingle bells, jingle bells, jingle all the way!
O what fun it is to ride in a one-horse open sleigh.
Jingle bells, jingle bells, jingle all the way!
O what fun it is to ride in a one-horse open sleigh.
A day or two ago, I thought I'd take a ride
And soon Miss Fanny Bright, was seated by my side;
The horse was lean and lank, misfortune seemed his lot;
He got into a drifted bank and we got upsot
And soon Miss Fanny Bright, was seated by my side;
The horse was lean and lank, misfortune seemed his lot;
He got into a drifted bank and we got upsot
(Chorus)
A day or two ago, the story I must tell
I went out on the snow, and on my back I fell;
A gent was riding by, in a one-horse open sleigh
He laughed as there I sprawling lie but quickly drove away
I went out on the snow, and on my back I fell;
A gent was riding by, in a one-horse open sleigh
He laughed as there I sprawling lie but quickly drove away
(Chorus)
Now the ground is white, go it while you're young
Take the girls tonight, and sing this sleighing song;
Just get a bob-tailed bay, two-forty as his speed
Hitch him to an open sleigh and crack! you'll take the lead
Take the girls tonight, and sing this sleighing song;
Just get a bob-tailed bay, two-forty as his speed
Hitch him to an open sleigh and crack! you'll take the lead
(Chorus)
edit @ 2006/12/22 15:17:17