2006/Nov/27

:: อกหัก ทางออก และกลไกการป้องกันตัว ::
วันก่อนมีคนมาปรึกษาเรื่องอกหัก 2 รายติด ๆ เป็นปัญหาที่ยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติจริง ๆ ครับ ไม่ว่ากี่ร้อยกี่พันปี เล่าแล้วก็เหมือนฉายเทปซ้ำ เพราะคนอกหักนี่ รูปแบบมันก้อจะเดิม ๆ ก็แหม มันจะให้มีอกหักซักกี่แบบกันเชียว ถ้ามีใครซักคน อัดเทปคำปลอบที่เจ๋ง ๆ ไว้แล้วเอาไปขาย น่าจะขายดีเน๊อะ แต่ยังไงก็เหอะ มันก็ทำให้ผมมีเรื่องนึกออก อยากจะมาเล่าให้ฟังพอดี เพราะว่าทั้งสองคนนั้น มีวิธีปรับสภาพจิตใจ และบรรเทาความทุกข์ที่มีอยู่ได้หลายแบบจนนึกไม่ถึงจริง ๆ
โดยธรรมชาติแล้ว มนุษย์เราเรียนรู้ที่จะป้องกันตัวเองโดยสัญชาตญาณอยู่แล้ว ไม่ว่าจะทั้งทางร่างกายหรือทางจิตใจ เมื่อมีสิ่งเร้าอันเลวร้ายที่ก่อให้เกิดความไม่สบายกาย ไม่สบายใจเข้ามากระตุ้น เราก็จะตอบสนองมันโดยที่บางครั้งเราเองยังไม่ทันรู้ตัวด้วยซ้ำ สิ่งเร้าทางกายนั้นง่ายต่อการสังเกตุ เพราะเห็นได้ชัดเจน อาทิเช่น เมื่อเราโดนน้ำร้อนกระเด็นใส่ จิตใต้สำนึกของเราก็จะปลุกให้กลไกการป้องกันตัวให้ตอบสนองทันที โดยการสะบัดหรือสะดุ้งหนี เช่นเดียวกันนั้น เราก็จะตอบสนองสิ่งเร้าที่มากระทบจิตใจได้รวดเร็วไม่แพ้กัน แม้บางครั้งจะสังเกตุยากสักหน่อย เพราะว่ามันซับซ้อนกว่าทางกายหลายเท่า สิ่งเร้าที่มากระทบกับจิตใจของเรา ได้แก่ ความรู้สึกต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น โกรธ เหงา เศร้า ผิด ถูก หิว เครียด หรือความคิดต่าง ๆ ก็นับรวมอยู่ด้วยเช่นกัน
Sigismund Schlomo Freud หรือ Sigmund Freud, นักจิตวิเคราะห์ชาวยิวที่เกิดในประเทศออสเตรีย

Sigmund Freud (ซิกมันด์ ฟรอยด์) บิดาแห่งนักจิตวิเคราะห์ เป็นคนแรกที่สรุปแนวคิดของกลไกในการป้องกันตนเองทางจิตใจขึ้นมาในหลายรูปแบบ ส่วนใหญ่ล้วนแต่เป็นการเกิดขึ้นเองโดนอัตโนมัติ และถูกสั่งให้ทำงานโดยจิตใต้สำนึกทันทีที่มีสิ่งเร้าเข้ามากระทบลองมาดูกันเล่น ๆ นะครับ ว่าแนวคิดของเค้าได้มองเห็นอะไรบ้าง
PS. ขอเอ่ยปากไว้ก่อนว่า จะพยายามหลีกเลี่ยงศัพท์แสงที่ชวนปวดหัวให้มากที่สุด จะพยายามอธิบายและยกตัวอย่างที่เข้าใจง่าย ๆ เป็นหลักนะครับ
##############################

Denial : คือ การปฏิเสธที่จะรับรู้สิ่งแย่ ๆ จากภายนอกเพื่อที่จะลดความกังวลและความกดดัน ถูกนำมาใช้มากเมื่อคนเราพบว่าความจริงที่เจอนั้น หนักหนาสาหัสสากรรจ์เกินกว่าที่จะรับได้ เราก็มักจะปฏิเสธความจริงนั้น แทนที่จะยอมรับมัน ความจริงที่หนักหนาสาหัสนั้นมักจะได้แก่ ความตาย การถูกกระทำชำเรา เป็นต้น ยกตัวอย่างเช่นในสมัยสงครามโลก แม่บ้านชาวอเมริกันทุกครัวเรือนมักจะปฏิเสธความจริงที่ว่า หัวหน้าครอบครัวของเธอได้จากไปแล้ว เห็นได้ชัดจากคำอุทานที่ปรากฏอยู่ในหนังสงครามทุกเรื่องเมื่อบุรุษไปรษณีย์นำสารจำหน่ายมาให้ที่หน้าบ้านว่า "โอ้ววพระเจ้าจอร์จ ไม่นะ คุณต้องมาผิดบ้านแล้วแน่ ๆ"

Displacement : คือการย้ายจิตใจจากการครุ่นคิดถึงสิ่งที่อันตราย ไปสู่สิ่งที่ปลอดภัยกว่า นักวิเคราะห์ทางจิตส่วนใหญ่เชื่อว่าDisplacement นี้ เป็นรูปแบบที่สำคัญของกระบวนการป้องกันตนที่ทำให้แรงขับเคลื่อนทางเพศ หรือ แรงกระตุ้นจากอารมณ์โมโหย้ายไปสู่เป้าหมายที่เหมาะสม หรือเป้าหมายที่ปลอดภัยกว่า ยกตัวอย่างเช่น เวลาที่เราโมโหใครซักคน เราก็ไประบายออกโดยการต่อยกำแพงทุบโต๊ะ กระแทกหูโทรศัพท์ใส่ แทนที่จะไปทุบตี ดุด่าคนที่เราโกรธตรง ๆ เป็นต้นครับ

Intellectualization (isolation) : เป็นการเลือกเฟ้นหาข้อมูลหรือเหตุผลที่เหมาะสม มาป้องกันการเผชิญหน้ากับความจริง เป็นกลไกที่ใช้เหตุผลและปัญญามาบรรเทาทุกข์เป็นหลัก Intellectualization ต่างกับการหาเหตุผลร้อยแปดมาแก้ตัวอยู่นิดหน่อยตรงที่ว่า เหตุผลที่ยกมาอ้างนั้นมีความเป็นเหตุเป็นผล มีข้อเท็จจริง มีข้อพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์มากกว่า การอ้างไปข้าง ๆ คู ๆ ขออนุญาตยกตัวอย่างถึงคุณแก้ว ผู้แต่งหนังสือเรื่อง แก้วไดอารี่ นะครับ (หนังสือ diary ของคุณแก้วเอง ที่คุณแก้วเริ่มเขียนเมื่อค้นพบว่าตัวเองติดเชื้อ HIV จากแฟน) เมื่อคุณแก้วค้นพบว่าตนเองเป็นโรคเอดส์ ก็รีบหาข้อมูลเกี่ยวกับโรค ผลข้างเคียง ข้อมูลของคนที่ป่วยแล้วแต่ยังมีชีวิตอยู่ต่าง ๆ นา ๆ เพื่อมาบรรเทาความกังวลที่เกิดขึ้น เป็นต้น

Projection : หรือการกล่าวโทษ projection นี้เป็นกระบวนการที่ถ้าเอ่ยขึ้นมาแล้ว ทุกคนคงเจอกันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันแน่ ๆ เพราะมันคือการหาแพะรับบาปมาโยนความผิดให้นั่นเอง projection เป็นการโยนความรู้สึกที่เรารับไม่ได้ หรือความรู้สึกผิด หรือแม้กระทั่งอารมณ์ขุ่นเคืองของเราไปที่ผู้อื่น เพื่อที่จะผ่อนคลายความกังวลกับความคิด ความรู้สึกนั้น ๆ การกล่าวโทษเป็นวิธีการระบายความรู้สึกเหล่านั้นออกโดยที่เราไม่ต้องการเก็บความรู้สึกนั้นไว้กับตัว ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเรารับราชการอยู่ในกรมที่ดิน แล้วบังเอิญว่ามีคนมาติดต่อขอดูข้อมูลลับของทางราชการที่ไม่สามารถเปิดเผยให้กับบุคคลภายนอกได้ แต่คนมาติดต่อกลับยื่นอามิสสินจ้างใต้โต๊ะให้เป็นการแลกเปลี่ยน การที่เราไปรับเงินใต้โต๊ะของเค้ามา แล้วพูดปลอบใจตัวเองว่า เราไม่ได้ผิดหรอก เราไม่ได้เรียกร้องอะไรนี่ คนมาติดต่อตะหากที่ผิด เค้าเป็นคนเสนอเงินให้เราเองเราไม่ได้บังคับอะไรเค้าเลย กรณีแบบนี้ เรียกว่า เราได้ทำการป้องกันตนเองไปเรียบร้อยแล้วนะครับ

Rationalization : อันนี้เค้าเรียกว่า ลูกอีช่างแถครับ ดูผิวเผินจะคล้าย ๆ กับ Intellectualization แต่ว่าจริง ๆ แล้วไม่ใช่ อันนี้จะออกแนวหาเหตุผลมาแถไปเรื่อย ๆ มากกว่า พบได้กับกรณีทั่วไปที่มักจะเป็นเรื่องเล็ก ๆ ระดับความรุนแรงต่ำ Rationalization จะเป็นการหาตรรกะอะไรซักอย่างมาอ้าง เพื่อใช้ในการปรับความรู้สึกของเราไม่ให้รู้สึกย่ำแย่ลงไป ออกแนวปลอบใจตัวเอง เช่น เวลาที่เราซื้อมือถือใหม่มาซักเครื่องนึงหลังจากที่เราชื่นชมมันได้ไม่นานก็ค้นพบว่า เอ๊ะ ทำไมมือถือของเพื่อนมันดูดีกว่าเราหว่า แต่เราจะใช้เวลาอีกแค่เพียงอึดใจ ขุดเหตุผลขึ้นมาปลอบใจได้ว่า เอาวะ อย่างน้อยมือถือของเรามันก็ .... และ .... และ .... ได้หล่ะวะ ดีกว่าของมันตั้งเยอะ

Regression : การถดถอยของสภาวะทางจิต เป็นการหลอกตัวเองย้อนกลับไปในช่วงเวลาเริ่มต้น หรือช่วงเวลาก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์เลวร้ายขึ้นเพื่อบรรเทาความเจ็บปวดจากแรงกระตุ้นที่ไม่พึงปราถนา เป็นกลไกที่น่าเป็นห่วง เพราะถ้าเกิดอาการนี้หนัก ๆ อาจจะสามารถมีอาการป่วยทางจิตได้เราอาจจะเคยเห็นผู้ที่มีอาการป่วยทางจิตว่าจะนึกถึงแต่เรื่องในอดีต เฝ้าแต่พึงรำพันถึงเรื่องราวดี ๆ ก่อนที่จะเกิดสภาวะเลวร้ายเกินกว่าที่จะรับได้เช่น พ่อแม่ที่สูญเสียบุตรไปโดยกระทันหัน แล้วก่อให้เกิดอาการ regression อย่างรุนแรงจนป่วยทางจิต หลอกตัวเองว่าลูกยังอยู่กับเราอุ้มตุ๊กตาไว้คอยป้อนข้าวป้อนน้ำ ในกรณีที่เห็นได้ชัดและเบาลงมาหน่อย จะเป็นอาการเยียวยาจิตใจของผู้ที่เพิ่งจะอกหักมาใหม่ ๆ โดยการนึกถึงเรื่องดี ๆ ในอดีตกับคนรัก เพราะไม่ต้องการจะรับรู้ถึงความเจ็บปวดในปัจจุบัน Regression นี้ยังสามารถพบในตัวเด็กที่ป่วยเรื้อรังอีกด้วยบางครั้งเราจะพบว่าเอ๊ะ ทำไมเด็กคนนี้ถึงได้ป่วยเรื้อรังตลอดเวลา ทั้งนี้มีรายงานการวิจัยบ่งชี้ว่า ที่เป็นอย่างนั้น เพราะเด็กต้องการเป็นผู้ป่วยซะเอง ด้วยอารมณ์ที่คิดว่า เมื่อเขาป่วย พ่อแม่จะสนใจเค้า จะใส่ใจเค้า ถ้าหายป่วยก็จะไม่สนใจ เป็นการเรียกร้องความสนใจทางอ้อม เพื่อบรรเทาความกังวลว่าพ่อแม่จะไม่รัก ครั้นเมื่อแพทย์ทำการรักษาจนหายแล้ว แต่สภาพจิตใจของเด็ก ก็จะยังเป็นคนป่วยไปเรื่อย ๆ อยู่ดี

Repression : เก็บกด ใช่แล้ว มันคือการเก็บกดครับ เป็นกระบวนการที่จิตใจจะพยายามปรามเอาความต้องการอันเร่าร้อนและแรงกระตุ้นอันลุ่มลึก(หยั่งกะคำโปรยใบปิดหนังโป๊เลย) ไว้ในใจ ความต้องการนั้นเป็นได้ทั้งความต้องการในเรื่องเพศ ความต้องการจะเอาชนะ ความไม่ต้องการที่จะแพ้ และอื่น ๆ อีกมากมาย เป็นความต้องการที่จิตใจเรารู้ดีว่าไม่เหมาะสมที่จะแสดงออกมา โดยอาจจะถูกกรองจากจารีตประเพณี หรือความรู้สึกผิดชอบชั่วดีจิตใจเราพยายามที่จะสะกดความต้องการเหล่านั้น และพยายามที่จะกำจัดให้หลุดออกไปจากจิตใจ ไม่อยากนึกถึงมันอีก ไม่ต้องการที่จะรับรู้มันอีก แต่แท้จริงแล้วมันไม่ได้ถูกเขี่ยทิ้งไปไหนเลย มันแค่ถูกสะกดไว้ในจิตใต้สำนึกของเราเท่านั้น วันใดที่สติของเราขาดผึงไป วันนั้นสิ่งที่ถูกกักเก็บไว้มานานก็จะระเบิดออกมา โดยมากแล้ว มักจะออกมาค่อนข้างรุนแรง และก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงได้อย่างฉับพลัน เช่น หากเราโกรธแค้นเจ้านายเราที่ดุด่าว่ากล่าวเราทุกวัน ๆ แต่ไม่สามารถทำอะไรได้ ได้แต่เก็บไว้ในใจ เมื่อถึงวันวิกฤต เราอาจจะปล่อยออกมาในรูปแบบของความรุนแรง กระโดดดร๊อปคิกเจ้านายได้ หรือพวกที่แอบรักเค้าข้างเดียวมานาน พอถึงจุดสติขาด ก็อาจจะบอกรักด้วยการ
ตีหัวแล้วฉุดไปปล้ำเลยก็เป็นได้ เรื่องของ Repression นี้ ถ้าจะพูดกันจริง ๆ สามารถหยิบเอามาเขียนเป็นหนังสือได้อีกหลายเล่มเลยทีเดียว เพราะเป็นเรื่องเอกที่ เฮียฟรอยด์ของเราเค้าถนัดมาก เป็น 1 ในผลงานชิ้นโบแดงเลยก็ว่าได้ ใครที่เรียนรัฐศาสตร์ นิเทศศาสตร์ จิตวิทยา อักษรศาสตร์ อาจคุ้นหูบ้างเรื่องทารกที่จะหลงรักแม่ตัวเอง และคิดอิจฉาพ่อ จนเกิดเรื่องราวของ repression / ego / super-ego ขึ้นมา (ego นี่ใช่ ที่มันเป็นซอง ๆ ขายตาม 7-11 ป่ะ แล้ว super-ego คือ เร็วกว่า ego 10 เท่าป่ะ --> มั่ยจั๊ย !! นั่นมัน internet)

Sublimation : เป็นการเปลี่ยนวิธีการแสดงออกทางอารมณ์หรือความรู้สึก จากการระบายออกในแง่ลบ ไปสู่ทิศทางที่เป็นสร้างสรรค์มากขึ้น โดยมากอารมณ์ที่ว่านี้มักจะเกี่ยวข้องกับเรื่องเพศ ไม่ว่าจะเป็นความต้องการทางเพศ ความรู้สึกผิดที่ผิดทางในเพศของตนเอง ความไม่พอใจเพศที่เป็นอยู่ เฮียฟรอยด์แกเชื่อว่า sublimation นี้ เป็นกลไกการป้องกันตัวที่สร้างสรรค์มากที่สุดในบรรดากลไกต่าง ๆ ที่มีอยู่ เป็นกระบวนการที่แปลงเอาตัณหาราคะ ไปเป็นความมุ่งมั่นที่จะประสบความสำเร็จในสังคม ในเมื่อไม่มีทางออกที่เหมาะสมกับอารมณ์ประเภทนี้ จึงจำเป็นที่จะต้องมีช่องทางระบายออกทางอื่น พูดมาถึงตรงนี้ คงจะนึกออกกันว่าตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคืออะไร หลายครั้งที่เราพบว่าเพื่อนกระเทยของเรา หรือเกย์ ตุ๊ด แต๋ว ทอม ดี้ ทั้งหลาย มีความสามารถที่โดดเด่นเป็นพิเศษ (ซึ่งความสามารถนี้ ฟรอยด์ได้ให้ความเห็นว่า มักจะหนักไปในเรื่อง Arts หรืองานศิลป์ทั้งหลาย) ศิลปินผู้โด่งดังระดับโลกหลายคนมีความผิดปรกติทางเพศ หลายคนเป็นเกย์ designer ออกแบบเสื้อผ้าที่เป็นกระเทย มักจะทำงานของตนเองได้ดี stylist แต่งหน้าที่ดัง ๆ เรียกผู้หญิงว่านังชะนี ผมเคยอ่านบทสัมภาษณ์ของ ดร. เสรี วงษ์มณฑา ซึ่งท่านได้ให้ความคิดเห็นที่สอดคล้องกับทฤษฏีของฟรอยด์ได้เป็นอย่างดี ดร. เสรี บอกว่า เกย์ส่วนใหญ่ในเมืองไทยไม่มีที่ไป ไม่มีจุดให้เค้ายืนในสังคม คนที่จะยืนหยัดอยู่ได้ จำเป็นจะต้องมีความรู้ความสามารถที๋โดนเด่นกว่าชายและหญิงทั่วไป จึงจะทำให้คนยอมรับนับถือ และเคารพในสิ่งที่พวกเค้าเป็นได้

Undoing : เป็นกลไกการหักล้างที่เอาไว้ลดทอนความรู้สึกไม่พึงพอใจหรือความคิดที่คุกคามตนเองลงไป เพื่อเป็นการเพิ่มความเคารพนับถือในตัวเองหรือเพื่อลดความรู้สึกผิดในตัวเองลง โดยการทำในสิ่งตรงกันข้ามกับสาเหตุที่ก่อให้เกิดความไม่พึงพอใจ/ความคิดคุกคามนั้น ๆ กลไกนี้สามารถใช้อธิบายความไม่สม่ำเสมอในบุคลิกของคน ๆ หนึ่งได้ด้วย เช่น เราจะพบว่าพ่อบ้านบางคน เมื่อเทียบตอนอยู่ในครอบครัวกับตอนอยู่กับเพื่อนฝูงแล้ว จะกลายเป็นคนละคน จากที่อยู่อย่างเงียบเชียบในบ้านก็กลายเป็นพูดมาก เฮฮาปาร์ตี้เมื่อกับเพื่อนนอกบ้าน เพื่อลดทอนความกดดันจากการถูกภรรยาคุมความเป็นใหญ่ในบ้าน หรือคนที่ทำงานมีระเบียบมาก ๆ เวลาอยู่ในที่ทำงาน กลับกลายเป็นคนที่ไร้ระเบียบโดยสิ้นเชิงเมื่ออยู่ที่บ้าน เป็นต้น

Suppression : Suppression นั้นมีส่วนคล้ายคลึงกันกับ Repression อยู่อย่างมาก แต่จะต่างกันตรงที่ว่า Repression นั้น ทำโดยจิตใต้สำนึก อีกนัยนึงคือ ทำไปโดยไม่รู้ตัว แต่ suppression นั้น จะทำไปด้วยจิตสำนึก ด้วยความรู้ตัว เป็นความตั้งใจที่จะพยายามกำจัดแรงกระตุ้นที่ไม่ถึงประสงค์ให้ออกไปจากจิตใจ

Humour (Comic Relief) : แปลเป็นไทยตรง ๆ ว่า "ทำเป็นตลกกลบเกลื่อน" นั่นเอง เป็นวิธีง่าย ๆ และพบเห็นได้ทั่วไป การแสร้งปล่อยมุกตลกทำให้เราสามารถลดความกดดันในสภาวะตึงเครียดได้เป็นอย่างดี ตัวอย่างของการกลบเกลี่ยน เห็นจะไม่ต้องยกตัวอย่างแล้วหล่ะครับ เพราะว่าพบเห็นกันได้บ่อยจริง ๆ ใครที่เนียนเก่ง ปล่อยมุกแล้วตลก ก็รอดไป แต่ไอ้พวกปล่อยมุกในตอนหน้าสิ่วหน้าขวานแล้วแป๊ก อันนี้เนี่ย

Idealization : เป็นรูปแบบหนึ่งของ Denial ที่จะคอยบอกตัวเองว่าสิ่งต่าง ๆ นั้นมันช่างเลิศเลอเพอร์เฟคเสียนี่กระไร ทำไปเพื่อปิดกั้นความรู้สึกในทางลบว่า แท้จริงแล้วมันไม่ได้ดีเลิศถึงขั้นนั้นเลย เช่น เมื่อเราซื้อรถมาซักคันหนึ่งแล้วค้นพบว่ามันมีข้อบกพร่องในหลาย ๆ จุดแต่เราก็ยังปิดกั้นตัวเอง ปฏิเสธข้อบกพร่องเหล่านั้น แต่จะคอยบอกตัวเองว่า รถที่ซื้อมานั้นสวยขนาดไหน ดีขนาดไหนแทน

##############################
ตัวอย่างที่ยกมานี้ เป็นแค่ส่วนหนึ่งของทฤษฏีที่ซิกมันด์ ฟรอยด์ได้วางรากฐานเอาไว้ ยังมีอีกหลายข้อที่ไม่ได้นำมากล่าวถึงในนี้ แต่ทั้งหมดที่กล่าวมานั้น ล้วนแต่เป็นการป้องกันตัวโดยสัญชาตญาณ เป็นการป้องกันกึ่งหลบหนี บางครั้งหลอกตัวเอง บางทีหนีความจริง คนอกหักส่วนใหญ่สภาพจิตใจจะอ่อนแอและปล่อยให้กลไกการป้องกันตัวเองทำงาน เพียงเพื่อต้องการจะหลุดพ้นจากจุดนั้นไปแท้จริงแล้ว ไม่มีทางที่เราจะหนีความเป็นจริงไปได้ ไม่ว่าเราจะอยากรับรู้มันหรือไม่ก็ตาม สิ่งใดที่เป็นจริง มันจะยังเป็นจริงอยู่เรื่อยไป เราอาจจะสร้างเกราะขึ้นมาป้องกันตัวเองได้ เมื่อพบว่าความจริงที่เจอนั้นมันทุกข์แสนสาหัส แต่วันใดที่เกราะเราอ่อนแอลง เกราะนั้นหายไป เราจะพบกับความทุกข์ที่ใหญ่หลวงยิ่งกว่า เพราะเราจะได้รับรู้ว่าเราไม่ได้แข็งแรงขึ้น ไม่ได้ทนกับความทุกข์นั้นได้เลยแม้แต่นิดเดียว เราซื้อเวลา เราแค่สร้างเกราะเทียม ๆ ขึ้นมาป้องกันตัวเองเอาไว้ชั่วคราวเท่านั้น

พระพุทธเจ้าท่านจึงสอนให้คนมองไปที่ความจริง มองไปที่เหตุ มองให้เห็นถึงแก่นแท้ของมัน พระพุทธเจ้าได้ให้เครื่องมือมนุษย์มา 3 อย่างเพื่อใช้ต่อสู้กับความทุกข์ ต่อสู้กับสภาวะการณ์อันไม่พึงประสงค์ทั้งหลายในชีวิต ท่านให้ดวงตาที่ชื่อว่า "โยนิโสมนสิการ" เอาไว้ใช้มองสิ่งทั้งหลายด้วยความคิดพิจารณา สืบค้นถึงต้นเค้า สาวหาเหตุผลจนตลอดสาย แยกแยะออกพิเคราะห์ดูด้วยปัญญาที่คิดเป็นระเบียบและโดยอุบายวิธี ให้เห็นสิ่งนั้น ๆ หรือปัญหานั้น ๆ ให้ดาบชื่อ "อริยสัจจ์ 4" ไว้ในมือขวา ให้โล่ชื่อ "ไตรลักษณ์" ไว้ในมือซ้าย

ทำไมเล่าไปเล่ามา ถึงไปออกแนวพุทธศาสนาได้ แต่ไหน ๆ ก็เล่ามาถึงเรื่องคนอกหักแล้ว ก็อยากจะบอกคนอกหักทุกคนว่า

ถึงอย่างไรชีวิตก็ต้องดำเนินต่อไป เมื่อไม่มีอะไรสามารถเปลี่ยนแปลงได้ เราจะทำอย่างไรกับสิ่งที่มันผ่านไป เราจะเก็บเอาสิ่งที่ผ่านไปมาทำให้ชีวิตข้างหน้ามืดมนลงทำไม จะครุ่นคิดถึงสิ่งที่แก้ไขไม่ได้แล้วทำไม หรือเราเก็บความทรงจำที่ผ่านมาเป็นบทเรียน เก็บสิ่งดี ๆ เอาไว้เป็นเครื่องค้ำชูจิตใจไว้ เมื่อใดที่เราคิดถึงเรื่องที่ผ่านมา เรื่องเหล่านั้นจะทำให้เราสดใส ทำให้เรายิ้มได้ ความรักมันก็เป็นแค่ส่วนนึงของชีวิต อย่าปล่อยให้มันกลืนทั้งชีวิต สิ่งที่เราทำได้ คือปัจจุบันเท่านั้น ตัวเราคือตัวเรา อย่าไปเสียดายกับสิ่งที่เคยเป็นของเรา อย่าไปเสียใจกับสิ่งที่ไม่ใช่ของเรา ปีหน้าเรื่องอกหักนี้มันก้อเป็นแค่รอยแผลในชีวิตเรา 5 ปีข้างหน้ามันจะเป็นแค่เศษหินที่เราเคยเดินสะดุด 10 ปีข้างหน้า มันจะเป็นแค่เศษเสี้ยวฝุ่นในชีวิตเรา เราจะให้เศษฝุ่นมาหยุดชีวิตของเราเชียวหรือ

ขอฝาก(เนื้อ)เพลงไว้ซักเพลง เผื่อว่าอาจจะช่วยให้ดีขึ้นได้บ้างนะครับ โชคดีทุกคนครับผม
วันใหม่ - รัดเกล้า
ห้องที่ดูว่างเปล่า เธอก็ดูเงียบเหงา
จากแววตาเธอ คู่นั้นช่างดูเศร้า ฉันรู้เธอเป็นอะไร
ในมือเธอถือรูปถ่าย หน้าต่างเธอปิดเอาไว้
จะเก็บความทรงจำ แค่นั้นก็คงง่าย แต่เก็บเวลาคงไม่ไหว
*อย่าติดกับวันที่ดีเก่า ๆ อย่าอยู่กับความคุ้นเคยเก่า ๆ
อย่าให้วันคืนที่ดีเก่า ๆ มันทำร้าย
**เปิดดวงใจของเธอค้นหา สิ่งที่เธอนั้นคอยไขว่คว้า
ให้เวลารักษา และพาให้พบ (กับวันใหม่)
ออกไปดูข้างนอก และบอกตัวเองเอาไว้
สิ่งดี ๆ ในชีวิตนั้นต้องมีใหม่ ถ้าใจของเธอนั้นพร้อม
* / **
วันคืนที่แสนดีนั้นก็ควรที่จะจดจำ
แต่รอคอยให้ย้อนคืน คงต้องเจอแต่ความเจ็บช้ำ
** / * / **
ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
แล้วร่างกายเราใช้วิธีการปกป้องจิตใจตัวเองแบบไหนกันหนอ งือๆๆๆ ไม่อยากอกหักเยย
#1  by  หมาปุ๊ก At 2006-11-28 10:19, 
i'm trying ka...even it's so hard.

love is love and love is pain.
#2  by  ng*s planet At 2006-11-28 11:14, 
ปกติชอบอ่านหนังสือแนวจิตวิทยาค่ะ
รู้สึกว่ามันตอบคำถามของตัวเองได้
เป็นเหตุเป็นผล มีที่มาที่ไป
แล้วอีกอย่างก็ไม่ค่อยชอบที่จะไปเล่าหรือปรึกษาใคร ก็หาทางออกไปเรื่อย
แต่ก็อย่างว่าค่ะ ทฤษฏี กับปฏิบัติ มักไม่ค่อยสามัคคีกันนัก รู้ว่าต้องทำไง แต่ไหงทำยากจัง55
#3  by  นาฬิกาทราย At 2006-11-28 22:16, 
อกหักให้เป็นประสบการณ์ชีวิต อิอิ

แต่เรื่องความรักก็เป็นเรื่องใหญ่จริงๆนะคะ
มันทำให้เสียใจได้มากที่สุดเลย

แต่ก็ยังมีเรื่องอื่นๆ ต้องรับผิดชอบอีก
ไหนจะการบ้านกองท่วมหัวอีก
อ๊าย ปวดหัวจัง

เดี๋ยวเผาทิ้งให้หมดเลยนิ อิอิ
ตลกกลบเกลื่อนนนน 555+ แต่แป้กกกก
แง่ววว
#4  by  r a p p e l e r * At 2006-11-28 22:17, 
อกหักดีกว่ารักไม่เป็น
#5  by  เอ๋ (203.172.207.30) At 2007-05-25 12:18, 
อกหักไม่ว่า .. ถ้าม่ะได้รักกะป้า
#6  by  nO ๆๆๆๆๆๆๆ (202.91.18.206) At 2007-10-02 08:54, 
เท่าที่อ่านมาทั้งหมด เข้าข่ายRepression มากที่สุดอ่ะ ใช้ชีวิตอยู่บนความถูกต้องแห่งจารีตประเพณีและความถูกผิด ไม่อยากต้องรู้สึกแบบนี้เลย ทำยังไงถึงจะทำให้ความรู้สึกแบบนี้หายไปได้เสียที รักแต่แสดงออกไม่ได้มันแย่มากรู้มั้ย..
#7  by  น้องแอ๊น (58.10.143.53) At 2008-11-25 16:58, 

<< Home