2007/Nov/02

ว่าด้วยความ 'เพอร์เฟ็ค'

ขำขันที่นิยมเล่ากันทางวิทยุในยุคที่ผมยังเป็นเด็กคือเรื่องนี้  หญิงสาวสองคนคุยกัน
คนหนึ่งชื่อสมศรี อีกคนหนึ่งชื่อสมทรง (สองชื่อนี้เป็นชื่อตัวละครที่ฮิตมากในขำขันยุคนั้น)

"ได้ยินว่าเธอพบ 'ชายเพอร์เฟ็ค’ ของเธอแล้ว?"

"พบแล้วจ้ะ"

"แล้วทำไมยังไม่แต่งงาน?"

"เพราะเขายังไม่พบ 'หญิงเพอร์เฟ็ค' ของเขาน่ะซี"

ขำขันยุคก่อนออกจะเชยๆ อย่างนี้  เรื่องนี้เป็นขำขันก็จริง แต่เชื่อว่าเป็นเรื่องจริงของหลายๆ คนด้วย
การหาคู่ครองที่ 'เพอร์เฟ็ค' ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่กระนั้นหลายคนก็ประกาศว่า จะไม่ยอมแต่งงาน
หากหาคนที่สมบูรณ์แบบไม่ได้   คำถามคือ โลกนี้มีคนสมบูรณ์แบบจริงหรือ? อะไรคือความ 'เพอร์เฟ็ค' ?
และวัดค่า 'เพอร์เฟ็ค' ด้วยมาตรฐานใด?

ความเป็นจริงก็คือ 'เพอร์เฟ็ค' ของแต่ละคนไม่เท่ากัน ของบางคนคือ รวย+ หน้าตาดี + เก่ง
ของบางคนคือ รวยอย่างเดียวก็พอ   ความเป็นจริงก็คือหลายคนรักคนที่ถูกคนอื่นทิ้ง
คุณค่าของคนจึงขึ้นกับมุมมองของแต่ละคน  ความสมบูรณ์แบบก็คล้ายความงาม
ขึ้นอยู่กับสายตาของคนมองเป็นสำคัญ หรือที่ฝรั่งชอบพูดว่า "Beauty is in the eyes of beholders."

เมื่อมองหาความสมบูรณ์แบบในงานศิลปะ เราพบว่าความหมายของความสมบูรณ์แบบก็คล้ายๆ กัน
คือเกิดจาก 'มุมมอง' มากกว่า 'ตัวงาน'   งานกราฟฟิตี้ที่หลายคนบอกว่าเป็นงานขยะ
อีกหลายคนกลับมองว่างดงาม และก่อให้เกิดอารมณ์ศิลป์ได้

งานศิลปะก็เป็นเรื่องปัจเจกวิสัย  ลองคิดดู หากเราปาดสีอีกสักสองสามแต้มเล็กๆ ลงบนภาพ โมนาลิซา ของดาวินชี
หรืองาน ของแวน โก๊ะห์ มันก็ไม่ทำให้ภาพ 'ไม่สมบูรณ์' กว่าเดิมสักเท่าไร เพราะแกนหลักของภาพนั้นงดงามแล้ว

เมื่อมองประติมากรรมและจิตรกรรมชั้นดีของโลกนานๆ ก็มักสังเกตเห็นตำหนิเล็กๆ ซ่อนอยู่ เช่น
รอยแปรงไม่สม่ำเสมอ ตำหนิจากเม็ดสีที่ไม่ได้คุณภาพเต็มร้อยทุกอณู ฯลฯ ยิ่งมองนานก็ยิ่งเห็นมาก
ความสมบูรณ์แบบในวันหนึ่งอาจลดระดับลงมาเป็นความไม่ค่อยสมบูรณ์แบบในอีกวันหนึ่ง
ทว่าศิลปินแต่ละคนจบงานแต่ละชิ้นเพียงแค่นั้น เพราะคิดว่ามัน 'พอแล้ว' สำหรับเขา
นักเขียนสามารถแก้ไขขัดเกลางานของเขาได้อีกหลายสิบปี ก็ยังไม่ถึงขั้นที่แก้ไขต่อไปไม่ได้อีกแล้ว

จิตรกรเอก เดอลาครัวซ์ จึงกล่าวว่า
"ศิลปินผู้แสวงหาความสมบูรณ์แบบในทุกอย่างคือพวกที่ไม่สามารถประสบความสำเร็จในการได้มันมาในสิ่งใดๆ"

ศิลปินงานเหนือจริง ผู้มีจินตนาการกว้างไกล ซาลวาดอร์ ดาลี กล่าวย้ำว่า
"อย่ากลัวความสมบูรณ์แบบเลย คุณไม่มีทางเข้าถึงมันหรอก"

คนที่ชอบมองหาจุดผิดเล็กๆ น้อยๆ โดยไม่สามารถมองข้ามมันไปได้นั้น เป็นคนที่ไม่สามารถเป็นสุขเท่าที่ควร
โต๊ะทำงานต้องสะอาดเรียบ เอกสารวางเป็นระเบียบตามวันที่ ปากกาวางด้านขวา ยางลบวางบนแท่นเสมอ ฯลฯ
ไม่เช่นนั้นก็จะหงุดหงิดทั้งวัน  และหากยิ่งชอบมองเปรียบเทียบกับ 'ความสมบูรณ์แบบ' ของคนอื่นๆ ก็ยิ่งไม่มีความสุข

บ้านของเขาใหญ่กว่าของเรา แฟนของเขาสวยกว่าของเรา ฉลาดกว่า เก่งกว่า ไม่นานก็พบว่าคู่ครอง
ข้างกายที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นคนที่ 'โคตรจะเพอร์เฟ็คเลย' ชักลดระดับความเพอร์เฟ็คลง
หลายคนเชื่อว่างานของธรรมชาติเป็นงานที่สมบูรณ์แบบยิ่ง เมื่อเราดูรูปทรงลวดลายใบไม้ วงหมุนของเปลือกหอย
เส้นประสาท ไปจนถึงระบบชีวิตต่างๆ เราจะพบความละเอียดซับซ้อนในผลงานเหล่านี้
จนหลายคนอดเชื่อไม่ได้ว่ามันต้องเป็นผลงานของ 'พระเจ้า'

แต่เมื่อเราศึกษาซากพืชสัตว์ผ่านฟอสซิลที่จมดินมาหลายพันล้านปี เราจะพบว่าธรรมชาติก็ไม่สมบูรณ์แบบ
ความสมบูรณ์แบบที่เราเห็นในวันนี้เกิดมาจากกระบวนการวิวัฒนาการไปอย่างช้าๆ ไปในทิศทางที่เหมาะสมขึ้นกับการมีชีวิต

เราไม่สามารถบอกว่า สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคนคือความสมบูรณ์แบบ (เพราะมีสติปัญญา) และสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว
ไม่สมบูรณ์แบบ เพียงเพราะคนวิวัฒนาการมาจากสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว   ในทุกๆ นาทีที่ผ่านไป ธรรมชาติยัง
เต็มไปด้วยการเปลี่ยนแปลง พืช สัตว์ กระทั่งคนก็มีการเปลี่ยนแปลง

บางทีสิ่งที่พระพุทธองค์สอนอาจเหมาะสมที่สุด จงหัดพอใจในสิ่งที่ตนมีอยู่  เพราะโลกนี้ไม่เคยมีความสมบูรณ์แบบ
และเพราะความสมบูรณ์แบบเกิดขึ้นเมื่อเรารู้สึก
'พอแล้ว'

วินทร์ เลียววาริณ

อ่านแล้วชอบมาก สำหรับคนที่ยังคิดไม่ได้นะ
.......

2007/Jul/07

What are the three fastest ways of communication?

Three fastest ways of communication in the world:

a.. Tele-phone

a.. Tele-vision

a.. Tell-a-woman.

You still want faster?

Tell her not to tell anyone :D

2007/Jul/01

ฟอนต์ กลายมาเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งที่ขาดไม่ได้กับงานออกแบบในปัจจุบันเสียแล้ว ไม่ว่าจะเป็นแค่พิมพ์รายงาน ทำ presentation กราฟฟิคโฆษณา หรือหนังสือนิตยสารต่าง ๆ ล้วนแต่ต้องการฟอนต์ในรูปแบบต่าง ๆ กันออกไป ก่อนอื่นเราจะมีทำความรู้จักกับประเภทของฟอนต์กันคร่าว ๆ ก่อนนะครับ ฟอนต์ในปัจจุบัน แบ่งออกได้เป็น 3 ประเภทใหญ่ ๆ คือ

1.) Postscript (PS1)
Postscript หรือ PS1 format เป็นเทคโนโลยีที่คิดค้นโดยบริษัท Adobe ก่อนจะมีฟอนต์แบบ TrueType ในเวลาหลายปีต่อมา PS1 เป็นฟอนต์ที่คมชัด และให้รายละเอียดมาก ถูกใช้มากสำหรับงานที่ต้องการคุณภาพสูง เช่น หนังสือ หรือนิตยสารรายปักษ์ ผู้ใช้ส่วนใหญ่ มักเป็น professional designer มากกว่า home user ในระยะแรก วิธีการ install font แบบ postscript นี้ค่อนข้างยุ่งยาก และจะต้อง install ผ่านโปรแกรมที่ชื่อว่า ATM (Adobe Type Manager) แต่ในภายหลัง Microsoft ได้ปรับปรุงวิธีการ install นี้ใน Windows OS ทั้งหมด ตั้งแต่เวอร์ชั่น windows 2000 เป็นต้นมา ทำให้ใช้งานได้ง่ายขึ้น

2.) TrueType (TT)
TrueType เป็นมาตรฐานของฟอนต์ ที่ถูกวางรากฐานมาจาก Apple และ Microsoft ในช่วงยุคปลายปี 80 support การทำงานบนระบบปฏิบัติการทั้ง Macintosh และ Windows ทำให้ TrueType font เป็นมาตรฐานที่ได้รับความแพร่หลายมากที่สุดในยุคนั้น TT เป็นรูปแบบที่นำเอาข้อมูลของฟอนต์ ที่ใช้ในการวาด (Draw) บน screen กับข้อมูลที่ใช้ในการพิมพ์ผ่าน printer มารวมกันอยู่ใน package เดียวกัน เป็นฟอนต์ที่สามารถ scale และเปลี่ยน size ได้ทุกขนาด โดยที่จะยังคงความคมชัดอยู่เสมอสำหรับทุก point ที่เปลี่ยนไป ฟอนต์ที่เป็นลักณะ TrueType นี้ยังสามารถ print ได้ด้วย printer ทุกแบบที่ support ด้วย Windows

3.) OpenType
OpenType เป็นผลจากความร่วมมือกันของ Adobe และ Microsoft มีลักษณะคล้ายกับ TrueType ต่างกันตรงที่ OpenType มี character set ที่กว้างกว่า ทำให้สามารถบรรจุจำนวนตัวอักขระได้มากถึง 65,000 ตัวอักษร ด้วยจำนวนที่มากกว่า TrueType นี้ ทำให้ OpenType สามารถเก็บตัวอักษรแปลก ๆ อักขระพิเศษ ตัวอักษรของภาษาอื่น ๆ เช่น ญี่ปุ่น จีน กลุ่มประเทศอาหรับ สัญลักษณ์ต่าง ๆ เอาไว้ได้มากมายในฟอนต์เดียว และความสามารถพิเศษอันนี้นี่เอง ทำให้ OpenType สามารถทำงานได้กับทุก platform โดยไม่มีเงื่อนไข เพราะบรรจุเอา character code เอาไว้แล้วทุก platform นั่นเอง



ตัวอย่างนึงของ Raster Type Font ครับ

นอกจาก 3 ประเภทที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ปัจจุบัน ก้อมีแตกแยกย่อยออกไปอีกหลายรูปแบบนะครับ มีทั้ง Vector Type, Raster Type, Clear Type และอีกหลายต่อหลายแบบเต็มไปหมดเลยครับ จุดที่น่าสนใจจุดนึงคือแบบ Raster Type ครับ ฟอนต์โดยปกติทั่วไปแล้ว ถ้าเป็น TrueType จะมีคุณสมบัติในการ resizable อยู่ครับ นั่นคือ ไม่ว่าเราจะเพิ่ม size ของฟอนต์เข้าไปกี่ point ก็ตาม ตัวอักษรที่ได้ จะมีการ draw ใหม่เสมอทำให้ขอบตัวอักษรคมชัด คล้าย ๆ กับภาพแบบ Vector จึงเรียกคุณสมบัติแบบนี้อีกอย่างหนึ่งว่า Vector Type ก็ได้ครับ แต่ในกรณีของ RasterType นั้น จะมีความคมชัดของตัวอักษรที่ point หนึ่ง ๆ เท่านั้น เช่น 12pts, 18pts, 24pts หรือ 60 pts เมื่อเราทำการขยายฟอนต์นั้นให้ใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ เราจะพบว่า ที่ขอบของตัวอักษรจะเกิดการแตกเป็นเหลี่ยม ๆ คล้าย ๆ กับเวลาที่เรา zoom ภาพ แบบ raster เข้าไปเรื่อย ๆ นั่นเองครับ

เมื่อลองเปิด Folder Fonts ใน windows ดู เราจะพบว่า Icon รูปร่างต่าง ๆ นั้นจะสื่อถึงประเภทของฟอนต์แต่ละแบบครับ

TT คือ TrueType
O คือ OpenType
A คือ RasterType / PS1



Icon แบบต่าง ๆ ของฟอนต์แต่ละแบบ

ที่เห็นเด่นชัดที่สุดคือฟอนต์ "Microsoft Sans Serif" กับฟอนต์ "MS Sans Serif" หลาย ๆ คนคงเคยใช้ฟอนต์สองตัวนี้มาแล้วแน่ ๆ นะครับ แต่เชื่อว่ามีจำนวนไม่น้อยที่ไม่รู้ว่าฟอนต์สองตัวนี้ต่างกันอย่างไร เฉลยก็คือ "Microsoft Sans Serif" เป็นฟอนต์แบบ VectorType ส่วน "MS Sans Serif" เป็น RasterType ครับ ลองดูตัวอย่างในรูปนะครับ ในรูปนี้ ด้านบนคือฟอนต์ "Microsoft Sans Serif" ครับ ด้านล่างคือฟอนต์ "MS Sans Serif" ที่ขนาด 28pts เท่ากันครับ ลองสังเกตความคมชัดดูนะครับ


เมื่อนำ MS Sans Serif มาเทียบกับ Microsoft Sans Serif ก็จะเห็นผลประมาณนี้ครับ

อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว คิดว่าน่าจะได้ไอเดียในการเลือกฟอนต์มาใช้งานไม่มากก็น้อยนะครับ